ตอนแรกผมตั้งใจลงเน้นหุ้นปันผล (Dividend Stock) เป็นหลัก แต่ผมเห็นที่คุณเอตอบบางคน ประมาณว่าคุณเอจะเน้นไปในทางหุ้นเติบโต (Growth Stock) มากกว่า

ผมจึงอยากถามคุณเอว่าสมมติผมลงหุ้น Growth สัก 100 หุ้น หุ้นละ 10 บาท = ลงทุน 1,000 บาท แล้วถือยาว ถ้าพอผมขายไปโดยตอนนั้นราคาหุ้นละ 20 บาท (ได้กำไร 100% ต่อหุ้น) ซึ่งถ้าผมแบ่งขายเรื่อยๆ ผมก็จะเหลือจำนวนหุ้นน้อยลงเรื่อยๆ (แม้ว่ามูลค่าต่อหุ้นจะเพิ่มเท่าตัว) แล้วผมควรทำอย่างไรครับ เช่น

  1. เอาเงินที่ขายหุ้นเก่าไป แล้วรอจังหวะไปซื้อหุ้นตัวเดิมในช่วงราคาตกเล็กน้อยมาถือยาวเพื่อขายอีก
  2. ซื้อหุ้นอื่นที่เป็น Fair Price มาถือยาวเพื่อขายอีก
  3. คิดไม่ออกครับ 555

ที่สงสัยคือ ผมจะได้รายได้ระหว่างทางที่เป็น Passive Income จากหุ้น Growth ที่ถือยาวๆ มาอย่างไรครับ ในเมื่อขายไป จำนวนหุ้นก็ลดลงไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าผมมีธุรกิจเล็กๆ ที่พออยู่แบบไม่มีหนี้ไปแบบชนเดือน แล้วไม่ค่อยได้ซื้อหุ้นเพิ่มอีก (แต่ลงทุนไว้ในหุ้น Growth แบบกระจายความเสี่ยงไว้แล้ว) แปลว่าผมควรรอให้หุ้นโตสัก 20-30 ปี แล้วขายทีเดียวเลยดีกว่าหรือไม่ครับ

ตอนนี้ผมยังไม่รู้จะเอาแนวไหนดีเลย เลยมาถามคุณเอก่อนครับ แล้วถ้าเป็นคุณเอ คุณเอจะทำอย่างไร แล้วเหมือนหรือต่างกับที่คุณเอทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ อย่างไรครับ ?


คำตอบ

ก่อนอื่น เรื่องแนวทางการลงทุนว่าจะเป็นหุ้นปันผล (Dividend Stock) หรือหุ้นเติบโต (Growth Stock) นั้น ให้เลือกตามวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเองก่อนนะครับ ไม่จำเป็นต้องลงทุนตามผม หรือตามที่ผมแนะนำท่านอื่นไป ซึ่งหากตัดสินใจแล้วว่าจะลง Growth Stock ผมขอตอบในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. ความเข้าใจเรื่อง Growth Stock vs Passive Income

ถ้าเป้าหมายของเราคือการลงทุนให้เงิน “เติบโต (Growth)” เป็นหลัก เราก็ยังไม่ควรจะไปหวัง “Passive Income” จากการลงทุน ตั้งแต่วันแรกๆ หรือวันที่พอร์ตยังเล็ก เพราะ หุ้นเติบโตนั้น มี “อัตราผลตอบแทนเงินปันผล” น้อยหรือแทบไม่จ่ายเลย

ช่วงที่เริ่มลงทุนแรกๆ นี้จึงเป็นช่วง “สะสม” ฐานเงินทุนให้เติบโตมากพอจนวันข้างหน้า เมื่อต้องการ Passive Income จากพอร์ต ก็ค่อยจัดสรรพอร์ตการลงทุนใหม่ ไปลงทุนในหุ้นปันผล และ/หรือ สินทรัพย์อื่นๆ ที่มีการจ่ายรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์สูงแทน


2. ขายหุ้นเดิมไปแล้วลงทุนหุ้นอะไรต่อดี

ถ้าขายหุ้นเดิมไป เพราะ “เต็มมูลค่า” หรือเพราะหุ้นนั้นมันขึ้นมามากจนเราคิดว่าแพงแล้ว

คำตอบมาตรฐาน ก็คือนำไปลงทุนในหุ้นอื่นๆ ที่ยังมีโอกาสปรับขึ้น (ยังมี Upside) หรือยังไม่เต็มมูลค่า

อาจเป็นหุ้นใหม่ ที่เราก็ศึกษาไว้ (เก็บไว้ใน Watchlist) หรือในระยะต่อไป ถ้าหุ้นเดิม (หากเราคิดว่ามันดีอยู่) ตกลงมามากจนมี Upside จะกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นเดิมก็เป็นไปได้ครับแต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม เมื่อไรขายตัวไหนไปแล้ว ไม่ค่อยได้กลับไปลงทุนอีกครับ

ปัจจัยหลักของการตัดสินใจเรื่องนี้คือ “โอกาสในการปรับตัวขึ้น หรือ Upside” ครับ


3. ควรรอให้หุ้นโตสัก 20-30 ปี  แล้วขายทีเดียวเลยดีกว่าหรือไม่ ?

คำตอบของคำถามนี้เหมือนข้อ 2 คือเรื่อง Upside

ถ้ามีหุ้นไหนที่เราประเมินมูลค่าใหม่เป็นระยะๆ (ตามข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลธุรกิจที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาใหม่เรื่อยๆ) แล้วมันยังมี Upside ที่น่าสนใจจากราคาปัจจุบัน เราจะถือไปเรื่อยๆ ก็ได้ครับ อาจถึง 20-30 ปีก็ได้ แต่ผมคิดว่ายากเหมือนกัน เพราะระหว่างทาง ก็อาจมีหุ้นอื่นที่น่าสนใจกว่ามาให้เราเลือกลงทุนด้วย

คำว่าลงทุนระยะยาวในหุ้นนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะถือหุ้นใดหุ้นหนึ่งโดยไม่ปรับเปลี่ยนเลย 

แต่ถ้าใครลงทุนกองทุนหุ้น ยังสามารถถือกองทุนนั้นยาวๆ ได้นะครับ เพราะข้างในกองทุน ผู้จัดการกองทุน เค้ามีการปรับเปลี่ยนหุ้นให้อยู่ครับ เราเพียงแต่ต้องประเมินผลงานของเค้าเป็นระยะเท่านั้นเอง ว่ายังสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้เราอยู่มั๊ย ?


4. แล้วตอนนี้คุณเอลงทุนยังไง  ?

อันนี้ตอบเป็นไอเดียนะครับ อย่าเอาไปทำตาม 100% โดยไม่ไตร่ตรองดีๆ ก่อน เพราะเราอาจจะอยู่ในสถานะที่ไม่เหมือนกัน และวัตถุประสงค์ก็ไม่เหมือนกัน

ขอให้อ่านคำตอบว่าผมลงทุนยังไงตอนนี้ได้ที่ช่วงท้ายของบทความ ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ครับ


1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here