สวัสดีค่ะ อายุ 21 ปี นะคะ อยากมีเงิน 1,000,000 ใน 5 ปีค่ะ
ตอนนี้เพิ่งทำงานได้สัก 5 เดือน มีเงินเก็บแค่ 40,000 ค่ะ
จะลงทุนในกองทุนไหนดีค่ะ ระยะ 5 ปี และต้องเก็บหรือลงทุนในกองทุนเดือนละเท่าไร ?

ช่วยแนะนำด้วยค่ะ ไม่ค่อยมีความรู้ในการลงทุนเลยค่ะ


คำตอบ

ผมได้รับโจทย์ลักษณะนี้ค่อนข้างเยอะครับ
ซึ่งโดยทั่วไป ก็จะได้ข้อมูลไม่ค่อยครบ ทำให้ไม่สามารถตอบหรือประเมินได้สมบูรณ์
ดังนั้น เลยอยากขอใช้โอกาสนี้ ทบทวนหลักการวางแผนการลงทุนให้ทราบเล็กน้อย

ในการที่จะประมาณความสำเร็จในการลงทุนได้นั้น เราจำเป็นต้องมี Jigsaw ทั้งสิ้น 3 ชิ้นสำคัญ ได้แก่


Jigsaw ชิ้นที่ 1 : เป้าหมายการลงทุน

อันนี้สำคัญที่สุดครับ เพราะเราต้องรู้ว่าจะไปที่ไหน
ไม่งั้นถ้าถามว่าแผนที่ทำอยู่ “เหมาะสมหรือไม่” หรือ “ดีหรือยัง
เราจะไม่มีทางตอบได้เลย เพราะไม่รู้ว่าปลายทางจะไปไหน

เพราะ Action เดียวกัน อาจจะเหมาะกับเป้าหมายหนึ่ง แต่ไม่เหมาะกับอีกเป้าหมายหนึ่งก็ได้

เป้าหมายโดยทั่วไป ต้องระบุเป็นตัวเงิน และเวลาที่ต้องการบรรลุผล
อย่างเช่นเป้าหมายของผู้ถามที่ถามมา ก็ถือว่าให้มาครบ คือ ต้องการ 1 ล้านบาท ในเวลา 5 ปี

ซึ่งอันที่จริง ถ้าเจอกับนักวางแผนการเงินที่แคร์ลูกค้ามากๆ จะต้องถามกลับครับ ว่าทำไมต้อง 1 ล้านบาท ?
เพราะลูกค้าอาจจะตั้งเป้าหมายผิดก็ได้ 

แต่ในที่นี้ ผมขอวางแผนให้ตามข้อมูลที่ให้มาแบบซื่อๆ นะครับ


Jigsaw ชิ้นที่ 2 : เงินทุนที่มีแล้ว หรือเงินทุนที่สามารถลงทุนเพิ่มได้

การจะบรรลุเป้าหมายได้นั้น บางท่านอาจไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
เช่นในคำถามนี้ ผู้ถามบอกว่า มีเงินทุนเริ่มต้นแล้ว 40,000 บาท เราก็สามารถนำเงินก้อนนี้มาวางแผนร่วมด้วย

ซึ่งสำหรับบางโจทย์ ลำพังแค่เงินที่มี ณ ปัจจุบัน อาจจะเพียงพอต่อการบริหารให้ถึงเป้าหมายได้แล้ว
แต่สำหรับอีกหลายๆ โจทย์ เช่น โจทย์ในคำถามนี้
เงิน 40,000 คงไม่สามารถจะทำให้โตเป็น 1 ล้านได้ภายในเวลาแค่ 5 ปี โดยไม่มีการใส่เงินเพิ่มเลย

ดังนั้น ข้อมูลสำคัญมากๆ ที่ต้องได้รับเพิ่มเติมก็คือ
กำลังในการลงทุนเพิ่ม” ว่าสามารถลงทุนเพิ่มได้ต่อเดือน หรือ ต่อปี สูงสุดเท่าใด
เพื่อที่จะได้นำมาประเมินว่า ทำเต็มที่แล้วจะถึงเป้าหรือไม่ ถ้าไม่ถึง จะได้คิดทางแก้กันต่อไป

ถ้าถามกันโดยละเอียด อาจต้องลงลึกถึงว่า เงินเดือนเท่าไร โบนัสเท่าไร
รายจ่ายเท่าไร ออมได้เท่าไร และเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นในอัตราเท่าใด รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นในอัตราเท่าใด
เพื่อจะนำมาซึ่งคำตอบว่า ปีแรกจะออมได้สูงสุดเท่าไร และ ปีต่อๆ ไปจะออมได้สูงสุดเท่าไร เป็นต้น

ซึ่งในบางโจทย์ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ก็อาจจะพบว่า “ไม่มีคำตอบที่เป็นไปได้” ก็เป็นได้
ซึ่งอาจเกิดจาก เป้าหมายที่ตั้งมาสูงเกินไป เวลาที่ให้น้อยเกินไป เงินออมน้อยเกินไป หรือจากหลายๆ เหตุผล ร่วมกัน

อย่างในโจทย์นี้ ผู้ถามไม่ได้ให้มาว่าลงทุนเพิ่มได้สูงสุดเท่าไร
ดังนั้น ในการคำนวณ ผมก็ต้องเดาๆ ประกอบ ว่าผู้ถามจะลงทุนเพิ่มไหวหรือไม่


Jigsaw ชิ้นที่ 3 : วิธีการที่ยอมรับได้

เมื่อรู้ เป้าหมาย คือ Output แล้ว 
รู้ กำลังในการลงทุน คือ Input แล้ว
เราก็สามารถนำมาเลือก “วิธีการ” ลงทุนได้ ว่าจะลงทุนด้วยเครื่องมือใด จึงจะเหมาะสม

คำว่า “เหมาะสม” ในที่นี้อาจมองได้ 2 มิติคือ

1) เป็นวิธีที่ทำให้บรรลุเป้าได้
2) เป็นวิธีที่ผู้ลงทุนรับได้

ในมิติที่ 1 นั้น ก็เป็นหน้าที่ของผู้วางแผน จะเลือกใช้วิธีการต่างๆ ตามความรู้ที่แต่ละท่านมี
ซึ่งมีผลตอบแทนที่คาดหวังได้ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแตกต่างกันไป
เช่น ด้วย Output และ Input ที่ได้รับมา อาจต้องลงทุนเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ
อาทิ ต้องทำผลตอบแทน 10% ต่อปีขึ้นไป

ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้ในทางเทคนิค หรือ ทางวิชาการ แต่เมื่อพิจารณาในมิติที่ 2
การที่จะได้ผลตอบแทนสูงๆ นั้น ก็อาจทำให้ผู้ถาม “รับไม่ได้” เมื่อมีความผันผวนระหว่างทาง
จนทำให้ “ทิ้ง” หรือ “ล้มเลิก” การลงทุนไปกลางคัน และมักจะเป็นการเลิกในจุดที่กำลังขาดทุน
แทนที่จะถึงเป้า ก็จะกลับกลายเป็นความเสียหายไปเสียได้

การเลือกวิธีการจึงเป็นเรื่องของทั้ง “ศาสตร์และศิลป์
ศาสตร์ ในวิธีการ ในข้อมูลทางเทคนิค ในสถิติ ในการประเมินโอกาส
ศิลป์ ในการทำความเข้าใจคน ในการตั้งคำถาม และประเมินความเสี่ยงที่ผู้รับคำปรึกษาจะรับได้
ไม่ใช่เชื่อแค่ “แบบประเมินความเสี่ยง” ที่ใช้ๆ กันอยู่

อย่างในโจทย์นี้ ผู้ถามไม่ได้มีการระบุรายละเอียดมา
ว่าพร้อมจะรับความเสี่ยงประมาณไหน หรือมีความกังวลใจอะไรมั๊ย
ดังนั้นผมก็จะประเมินเอาจากข้อมูลด้าน “อายุ” ที่ยังไม่มาก
และคำพูดที่ค่อนข้างเน้นว่า “ไม่ค่อยมีความรู้” เป็นหลักนะครับ


อ่านมาเสียยาว จบหลักการแล้วครับ ต่อไปจะเข้าคำตอบล่ะนะครับ

ขั้นที่ 1 : ประเมินวิธีการลงทุนที่พอจะเป็นไปได้

ด้วยโปรไฟล์ที่ให้มา และการคาดคะเนของผม
ผมขอแนะนำให้ผู้ถามใช้เครื่องมือในการลงทุน คือ “กองทุนรวม
โดยยังไม่ต้องไปลงทุนตรงๆ ด้วยตัวเอง

และในกรณีที่ต้องมีการจัดพอร์ต ผสมผสานสินทรัพย์
ก็จะแนะนำให้ใช้ “กองทุนผสม (Balanced Fund)”  แทนการไปซื้อกองแยกกันหลายๆ กอง
สาเหตุหลักก็เพราะมันทำได้ง่าย มือใหม่ก็ทำได้

ด้วยระยะเวลาแค่ 5 ปี 
ผมแนะนำให้ไปไกลสุดๆ แค่ “กองทุนผสม” ที่มีหุ้นประมาณ 60%
ซึ่งน่าจะพอคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวๆ ได้แถวๆ 8% (กรณีโชคดีก็อาจจะได้ถึง 10%)

พอร์ตแบบนี้ ในเวลาที่มีปัญหาเช่นมีวิกฤติใหญ่ๆ มาแทรก
เงินลงทุนอาจจะลดค่าลงระหว่างปี (บางปี) ได้มากถึง 20%
ซึ่งต้องดูว่าผู้ถามรับได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ต้องลดสัดส่วนหุ้นลงไปอีก
ซึ่งนั่นก็จะทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวังได้ ลดลงไปด้วย

ในที่นี้ผมจะขอ “สมมติ” ว่าผู้ถามรับการลงทุนลักษณะนี้ได้ไปก่อนนะครับ

และขอให้ไปศึกษาเรื่องกองทุนผสมเพิ่มเติมก่อนจากวิดีโอ 2 ตอนนี้
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/18-balanced/
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/19-balanced-selection/


ขั้นที่ 2 : ประเมินการเติบโตของเงินก้อนแรกที่มีอยู่แล้ว

ในที่นี่จะอาศัยความรู้และไฟล์ Excel จากบทเรียนตอนนี้
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/04-planning-lump-sum/

จะพบว่า
เงิน 40,000 บาท หากได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ในระยะเวลา 5 ปี
เงินจะเติบโตเป็นประมาณ 58,000 บาท

นั่นคือ จากเป้าหมาย 1 ล้านบาท เรายังขาดเงินอยู่ 1,000,000 – 58,000 = 942,000 บาท

ซึ่งจะต้องมาจากเงินก้อนที่ลงทุนเพิ่ม


ขั้นที่ 3 : ประเมินการเติบโตของเงินที่จะลงทุนเพิ่ม

ในที่นี่จะอาศัยความรู้และไฟล์ Excel จากบทเรียนตอนนี้
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/05-planning-regular/

จะพบว่า
ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 8% และมีเวลา 5 ปี 
เราจะต้องลงทุนเพิ่มเฉลี่ย เดือนละ 12,900 บาท จึงจะทำให้เงินโตเป็น 942,000 บาทได้

ทีนี้ก็ต้องประเมินครับว่า 12,900 บาทต่อเดือน หรือ 12,900 x 12 = 154,800 บาท ต่อปี

ผู้ถามจะลงทุนไหวหรือไม่ ?

ซึ่งจากข้อมูลที่ให้มาว่าเพิ่งทำงานได้ 5 เดือน
ถ้าให้เดาเงินเดือน โดยใช้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท
ถ้าผู้ถามออมได้แบบ “เทพ” ก็น่าจะออมได้สูงสุดไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท
ทั้งปี ก็จะออมได้ 5,000 x 12 = 60,000 บาท

ยังขาดเงินที่ต้องหามาลงทุนเพิ่มอีก 154,800 – 60,000 = 94,800 บาท ต่อปี

สมมติว่าผู้ถามมีโบนัสหรือรายได้พิเศษ
เงิน 94,800 บาท ก็จะเทียบเท่ากับโบนัสประมาณ 94,800 / 15,000 = 6.3 เดือน

ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้สำหรับบางสายงาน แต่ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบางสายงาน


ขั้นที่ 4 : สรุปความเป็นไปได้และข้อเสนอแนะ

จากข้อมูลใน 3 ขั้นตอนที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าเป้าหมายของผู้ถาม “เป็นไปได้” แต่ก็ “ทำได้ยาก

โดยทั่วไปนักวางแผนการเงิน ก็จะมีข้อเสนอแนะให้ ว่าควรจะทำอย่างไร
ซึ่งถ้าเป้าหมายนี้สำคัญจริง และผู้ถามจริงจังกับมัน
ผมเองก็จะขอเสนอแนะ ให้ลองทำตามลำดับดังนี้

1. อัตราการออมเดือนละ 5,000 จากเงินเดือน 15,000 ที่สมมติในแผน
ถือว่า “ตึง” มากแล้ว การจะออมเพิ่มมากกว่านั้น อาจทำให้เราเหนื่อยเกินไป
และทำให้แผนการลงทุนไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ต่อเนื่องตลอด 5 ปี
ดังนั้น การจะลงทุนเพิ่มได้แทนที่จะมุ่งไปประหยัดให้มากขึ้น
เราอาจต้องมาหา Option ในการจะเพิ่มรายได้แทน ซึ่งก็มีแหล่งของรายได้ต่างๆ เช่น

– เงิน OT, เบี้ยขยันต่างๆ (ถ้ามี)
– Commission หรือส่วนแบ่งรายได้ต่างๆ (ถ้ามี)
– งานเสริม (ถ้าเรามีทักษะ)
– โบนัสที่มากขึ้น (ตั้งใจทำงานให้มีผลงานเข้าตา)
– เงินเดือนที่มากขึ้นในปีต่อๆ ไป (ทำผลงานดีๆ อีกเช่นกัน)
– เปลี่ยนงานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม และมีโอกาสที่ดีขึ้น

ตรงนี้เป็นการบ้านของผู้ถามแล้วครับ ว่าจะมีวิธีอย่างไร ขอให้คิดให้รอบคอบ และทำในสิ่งที่ตัวเองรู้นะครับ

2. “ไม่แนะนำ” ให้เพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก เพื่อให้เงินโตได้เร็วขึ้น
เพราะด้วยระยะเวลาแค่ 5 ปีนั้น ดอกเบี้ยทบต้นจะแสดงพลังได้น้อยมาก
นั่นคือ ต่อให้เสี่ยงมากๆๆๆ ก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่าไร
ตรงกันข้าม อาจทำให้เสียหายได้มากแทน
ลองดูวิดีโอตอนนี้ประกอบครับ ว่าทำไมผมให้ไปไกลสุดแค่กองทุนผสมที่มีหุ้น 60% เท่านั้น
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/31-conclusion-mf-for-all-purposes/

3. ผ่อนคลายเป้าหมายลงบ้าง เช่น เลื่อนเวลาบรรลุเป้าออกไปเป็น 6-7 ปี หรือลดมูลค่าเป้าหมายลง
ก็จะทำให้โอกาสบรรลุเป้ามีมากขึ้น และสามารถจะมีแผนที่ทำได้จริงมากขึ้น
ทั้งนี้ขอให้พิจารณาคำแนะนำนี้เป็นทางเลือกท้ายๆ ครับ
เพราะถ้ามีฝัน ก็ทำให้เต็มที่ก่อน… ไม่อยากให้ล้มเลิกตั้งแต่ยังไม่ทำครับ


ที่เขียนมาซะยาว ก็เพราะอยากให้เข้าใจในกระบวนการจริงๆ นะครับ
ทั้งผู้ถาม รวมทั้งท่านอื่นๆ ที่มาร่วมศึกษาไปด้วยครับ
เรื่องของการวางแผนการเงินนั้น จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่อง “เล่น”
แต่เป็นเรื่องที่ “จริงจัง” มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ
หรือความหวังลมๆ แล้งๆ เพียงอย่างเดียว
และที่สำคัญ “ไม่ใช่เทคนิครวยเร็วๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย
แต่เป็นวิธีการที่ทำให้ “รวยได้จริงอย่างยั่งยืน ภายใต้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผล” ครับ

สุดท้ายขอให้น้องที่ถามมานั้น ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นะครับ
และฝากอีกเรื่องคือให้ศึกษาเยอะๆ ถ้าไม่รู้ ก็เริ่มศึกษาเลยครับ
หากขอได้ ก็อยากให้เริ่มจากเรียนบทเรียนทั้งหมด ตั้งแต่ Series ที่ 1 จนถึง Series สุดท้าย
ในเว็บ www.a-academy.net ก่อนเลยเป็นอันดับแรกครับ ^-^


A-Academy นั้นเป็นเว็บฟรี ที่ตั้งใจให้ความรู้อย่างเป็นกลาง ไม่ติดค่าย ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ
ความรู้ที่ทำ ก็อยากให้คนได้อ่าน ได้ศึกษากันเยอะๆ ซึ่งผมเองไม่ได้มีเงินมากมายไปโปรโมต
ดังนั้น ถ้าท่านชอบบทความลักษณะนี้ ฝากช่วย Share และบอกต่อเยอะๆ นะครับ

คนเล็กๆ จะเสียงใหญ่ขึ้นได้ ก็ด้วยความช่วยเหลือจากคนเล็กๆ ด้วยกัน… ขอบคุณมากๆ ครับ -/\-

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here