มีเงินเหลือ/มีเงินพิเศษเข้ามา จะเอาไป “โปะหนี้บ้าน” หรือ “ลงทุน” ต่อยอดดี ?

คำถามข้างต้นนี้ ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่ผมได้รับอยู่บ่อยๆ
ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดความเห็นแตกต่างกันไป ดังเช่นจดหมายข้างล่างนี้

เรียนคุณเอ

ผมมีคำถามครับ หากผมมีเงินก้อนประจำทุก ๆ ปีประมาณ 90,000 – 100,000 บาท
จากการลงทุนกับเพื่อนซึ่งเงินก้อนนี้ค่อนข้างแน่นอน ผมได้มากว่า 5 ปีแล้ว
ผมควรเอาเงินก้อนนี้โปะบ้าน ทุก ๆ ปี (ปัจจุบันเงินต้น 3,000,000 THB ดอก 5%)
เพื่อลดต้นลดดอกของภาระการผ่อนบ้าน
(ปัจจุบันผ่อนอยู่เดือนละ 23,100 และ ผ่อนเพิ่มอีก 9,000)หรือว่าเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนต่อ แบบหวังดอกเบี้ยทบต้นกับกองทุนหุ้น สัก 6-8 ปี
ซื้อทุก ๆ ปี เพื่อหวังเงินในอนาคตมาโปะบ้าน ผมคิดนานแล้วก็ยังคิดไม่ตกว่าแบบไหนดีครับ

คุณสมเกียรติ (ถามเข้ามาทาง Facebook Page A-Academy)

ก่อนที่จะไปตอบคำถามเรามาทำความเข้าใจกันก่อนสักหน่อยดีกว่าครับว่า…


โปะหนี้บ้านแล้วได้อะไร ?

หนี้บ้านนั้น ถือเป็นหนี้สินที่จัดอยู่ในกลุ่มหนี้ที่มี “อัตราดอกเบี้ย” ไม่สูงนัก
แต่ด้วยระยะเวลาการกู้ที่ยาววววววววมากๆ ทำให้ “ดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน” สูง

ผมอยากให้ลองดาวโหลด App เครื่องคิดเลขการเงินมาคำนวณเองดูนะครับ

  • สำหรับ Apple iPhone และ iPad
    เข้า App Store โหลด App ชื่อ “EZ Financial Calculators
  • ส่วน Android (Samsung, LG, HTC, Lenovo, ฯลฯ)
    เข้า Play Store โหลด App ชื่อ “Financial Calculators

เมื่อเปิดมาแล้วกดเข้าไปที่เมนู Loan Calculator ป้อนค่าต่างๆ ดังนี้

  • Loan Amount คือ ยอดเงินกู้บ้าน
    ขอยกตัวอย่างเป็น 3,000,000 บาท
  • Interest Rate คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (ป้อนเป็น % ต่อปี)
    สมมติเป็นอัตราเฉลี่ยระยะยาวๆ เช่น 6% ต่อปี
  • Loan Term คือ ระยะเวลาผ่อนชำระคืนหนี้บ้าน ที่ทำสัญญาไว้
    ยกตัวอย่างเป็น 30 ปี

โปะหนี้บ้าน

ลองป้อนไปเท่านี้แล้วกด “Calculate” จะได้ว่า

  • Monthly Payment คือ ค่างวดต่อเดือน 
    จะเท่ากับ 17,986.52 บาท
  • Total Payment คือ เงินที่เราจะต้องชำระทั้งหมด (ตลอดสัญญา 30 ปี)
    เท่ากับ 6,475,147.20 บาท
  • Total Interest คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมด (ตลอดสัญญา 30 ปี)
    เท่ากับ 3,475,147.20 บาท

จะเห็นว่ากู้ซื้อบ้านยอด 3,000,000 บาท
แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 3,475,147.20 บาท ซึ่งมากกว่าราคาบ้าน!

ทีนี้เรามาลองดูประโยชน์ของการโปะหนี้บ้าน
ซึ่งก็คือ การจ่ายคืนหนี้บ้านเกินกว่าอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด

ในที่นี้เราจะกรอกข้อมูลลงในช่อง Extra Payment per Month
เพื่อดูประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หากเราจ่ายค่างวดเพิ่มไปในแต่ละเดือน
ซึ่งผมทำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง 3 เคส คือจากเดิมที่คาดงวดเดือนละประมาณ 18,000 บาท
เราก็จะจ่ายเพิ่ม +1,000, +2,000 และ +3,000 บาท ดูสิว่าจะได้ผลยังไง


โปะ 1,000 บาท/เดือน (เดิมจ่าย 18,000 เพิ่มเป็น 19,000)

โปะหนี้บ้าน 1000

จากรูปให้อ่านค่าตรงบรรทัดที่เขียนว่า

  • Interest Saving คือ ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอดสัญญา
  • Payoff Earlier by คือ ระยะเวลาที่จะปลดหนี้ได้เร็วขึ้น

จะเห็นว่ากรณีโปะเดือนละ 1,000 จะ ลดดอกเบี้ยลงได้ถึง 533,470 บาท
และ ปลดหนี้บ้านเร็วกว่ากำหนด 47 เดือน หรือ ประมาณ 4 ปี


โปะ 2,000 บาท/เดือน (เดิมจ่าย 18,000 เพิ่มเป็น 20,000)

โปะหนี้บ้าน 2000

[gap height=15]

เคสนี้ ลดดอกเบี้ยได้มากถึง 911,749 บาท
และ ปลดหนี้บ้านเร็วกว่ากำหนด 81 เดือน หรือ ประมาณ 7 ปี!


โปะ 3,000 บาท/เดือน (เดิมจ่าย 18,000 เพิ่มเป็น 21,000)

โปะหนี้บ้าน 3000

ตัวอย่างสุดท้ายนี้จะ ลดดอกเบี้ยไปได้มากถึง 1,197,023 บาท
และ ปลดหนี้บ้านเร็วกว่ากำหนด 108 เดือน หรือ ประมาณ 9 ปี!


จะเห็นว่ายิ่งเราโปะเยอะ ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งนี้เป็นประโยชน์ที่มองเห็นได้ชัดๆ แต่จริงๆ แล้ว มันมีประโยชน์ที่มี Impact มากกว่า
นั่นคือการที่เราปลดหนี้ลงได้เร็วกว่ากำหนด จะทำให้เราได้ “กระแสเงินสด
ที่เดิมต้องเอาไปผ่อนบ้าน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในช่วงปีหลังๆ เช่น

  • โปะเดือนละ 1,000 ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น 47 เดือน
    ก็ได้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น 47 x 18,000 = 846,000 บาท
  • โปะเดือนละ 2,000 ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น 81 เดือน
    ก็ได้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น 81 x 18,000 = 1,458,000 บาท
  • โปะเดือนละ 3,000 ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น 108 เดือน
    ก็ได้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น 108 x 18,000 = 1,944,000 บาท

จะเห็นว่าเป็นเงินมหาศาลเลยนะครับ
เงินตรงนี้จะเป็น “อิสระ” แล้วตกมาถึงเรา (ที่เป็นลูกหนี้ผ่อนบ้าน)
ช่วงอายุประมาณ 50 พอดี ซึ่งเราสามารถนำไปทำประโยชน์ได้สารพัด อาทิ
นำไปเป็นค่าการศึกษาบุตร เป็นส่วนหนึ่งของทุนเกษียณ กระทั่งนำไปใช้ท่องเที่ยว ฯลฯ

เพิ่มเติม

ในทางปฏิบัติเราไม่จำเป็นต้องโปะเท่าๆ กันทุกงวดก็ได้นะครับ
สามารถโปะเฉพาะเวลาที่เรามีเงินเหลือ หรือมีรายได้พิเศษ
เช่นโบนัสออก หรือได้คอมมิชชั่นมากเป็นพิเศษ (ซึ่งอาจไม่ได้แบบนี้ทุกๆ เดือน)
พร้อมเมื่อไร ก็โปะได้เมื่อนั้น งวดต่อๆ ไปก็กลับมาจ่ายแค่ขั้นต่ำได้


ถ้าโปะแล้วดี… จะเอามาลงทุนทำไม ?

สาเหตุก็เพราะว่า สำหรับบางท่านซึ่งมีความรู้และทักษะในการลงทุน
แล้ว สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
การนำเงินส่วนที่จะโปะไปลงทุน ก็อาจจะคุ้มค่ากว่า ผมยกตัวอย่างดังนี้

เมื่ออ้างอิงจากผลลัพธ์ข้างบน กรณีโปะเพิ่ม 2,000 บาท/เดือน
จะทำให้ปลดหนี้ได้เร็วขึ้น 81 เดือน นั่นคือไม่ต้องผ่อนถึง 360 เดือน แค่ 279 เดือน หนี้ก็หมด

แต่ถ้าเราไม่ยอมโปะ (คือจ่ายตามขั้นต่ำที่ 18,000 บาท/เดือน)
ในงวดที่ 279 นั้น หนี้ของเราก็จะยังเหลือมากถึง 1,195,560 บาท
(ตัวเลขนี้กดเข้าไปดูได้ที่ปุ่ม Amortization ในหน้า Loan Calculator) 

โปะบ้าน - Amortization

ทีนี้หากเรานำเงิน 2,000 บาท/เดือน ไปลงทุน 279 งวดแทน เงินจะสามารถเติบโตเป็นดังนี้
(วิธีคำนวณ ดูที่นี่ครับ http://www.a-academy.net/blog/how-to-financial-calculator-app/)

  • กรณีได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี (ซึ่งเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ 6%)
    เงิน 2,000 ต่อเดือน ลงทุนต่อเนื่อง 279 เดือน จะเติบโตเป็น 1,208,389 บาท
    ซึ่งใกล้เคียงกับยอดหนี้ที่เหลือ ณ สิ้นงวดที่ 279 เท่ากับ 1,195,560 บาท
    (จริงๆ จะได้ตัวเลขเดียวกันครับ แต่มีการปัดเศษไปๆ มาๆ เลยต่างกันนิดหน่อย)

นั่นคือ ถ้าเราไปลงทุนข้างนอกเอง เป็นจำนวนเงินเท่ากัน ผลตอบแทนเท่ากัน และเวลาเท่ากัน
กับที่จะเอามาโปะหนี้ เงินที่ลงทุนเองนั้น ก็จะเติบโตได้ “เท่ากับ” ยอดหนี้ที่เหลือ
หากอยากจะปิดหนี้ เราก็สามารถถอนเงินลงทุนนั้น เอามาปิดหนี้ได้ทันที ในเดือนที่ 279

แต่กลับกันถ้าเราลงทุนได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เช่น

  • กรณีได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี (ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ 6%)
    เงิน 2,000 ต่อเดือน ลงทุนต่อเนื่อง 279 เดือน จะเติบโตเป็น 1,615,262 บาท
    ซึ่งเกินกว่ายอดหนี้ที่เหลือ ณ สิ้นงวดที่ 279 เท่ากับ 1,195,560 บาท
    นั่นคือ ถ้าเอาเงินนี้ไปปิดหนี้ จะเหลือเงินไว้ใช้อีก 1,615,262 – 1,195,560 = 419,702 บา
  • กรณีได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี (ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ 6%)
    เงิน 2,000 ต่อเดือน ลงทุนต่อเนื่อง 279 เดือน จะเติบโตเป็น 2,190,871 บาท
    ซึ่งเกินกว่ายอดหนี้ที่เหลือ ณ สิ้นงวดที่ 279 เท่ากับ 1,195,560 บาท
    นั่นคือ ถ้าเอาเงินนี้ไปปิดหนี้ จะเหลือเงินไว้ใช้อีก 2,190,871 – 1,195,560 = 995,311 บาท

ยิ่งถ้าฝีมือการลงทุนยิ่งสูงขึ้น และทำผลตอบแทนได้มากขึ้นกว่านี้ ส่วนต่างที่จะเหลือก็จะยิ่งมากขึ้นอีก!

แต่กลับกัน ถ้าเราทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน
เงินที่เราดันเอาไปลงทุนเองข้างนอก ก็จะโตมาไม่พอให้ปิดหนี้บ้านได้ ซึ่งเป็นที่มาของบทสรุปว่า

หากมีเงินเหลือแล้วไม่โปะหนี้บ้าน แต่จะนำเงินไปลงทุนเอง
ต้องแน่ใจว่าผลตอบแทนที่ได้ 
จะต้องมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน!


แล้วผลตอบแทนที่มากกว่าดอกเบี้ยบ้าน มันมีมั๊ย ? ถ้ามีแล้วมันยากมั๊ย ?

คำตอบคือ “มีแน่นอน!” ส่วนยากมั๊ย อันนี้ต้องแล้วแต่ความพยายามในการศึกษาของแต่ละคน
ผมแนะนำทางเลือก แบบง่ายหน่อย คือลงทุนในกองทุนรวม ประเภทที่คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่า 6%
ซึ่งมีหลายประเภทกองทุนเลย โดยผมแนะนำให้ศึกษาจากบทเรียนตอนนี้ก่อน
http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/31-conclusion-mf-for-all-purposes/
ในวิดีโอผมได้อธิบายลักษณะผลตอบแทน ความเสี่ยง และระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสมไว้ให้หมดแล้ว

เมื่อดูเสร็จ ท่านจะพอเลือกประเภทกองทุนที่จะศึกษาต่อได้ แล้วค่อยมาเปิดศึกษาต่อที่
http://www.a-academy.net/personal-finance/s08-mutual-fund/

หรือหากจะเอาบทสรุปแบบเร็วๆ สั้นๆ ผมแนะนำดังนี้

  • หากหวังซัก 5-8% ต่อปี เสี่ยงกลางๆ
    ให้ลองศึกษากองทุนผสม, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, Fund of Property Fund
    ดูวิดีโอตอนที่ 18, 19, 22, 23, 24
  • หากหวังซัก 8-12% ต่อปี เสี่ยงสูง
    ให้ลองศึกษากองทุนหุ้นทั้งแบบที่เป็น Index Fund และ Active Fund
    ดูวิดีโอตอนที่ 15, 16, 17, 18

อย่าลืมว่า การลงทุนในทางเลือกเหล่านี้นั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนแบบการันตีเป๊ะๆ ทุกปี
บางปีอาจได้น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่บางปีอาจได้สูงกว่ามาก
แต่หากถือลงทุนได้ตามระยะเวลาที่แนะนำไว้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยชนะดอกเบี้ยเงินกู้บ้านก็มีมาก

ท่านใดศึกษาแล้วไม่เข้าใจ ไม่มั่นใจ หรือ เลวร้ายกว่านั้นคือขี้เกียจศึกษา 
การจะตัดสินใจกลับไปโปะบ้านแทน ก็เป็นทางเลือกที่ควรทำอย่างยิ่งครับ
อย่างน้อย ก็ได้ผลตอบแทนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แถวๆ 6% ซึ่งก็สูงกว่าเงินฝากทุกประเภทแล้ว

หรือจะลองอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ผมชอบแนะนำให้กับผู้ที่กำลังลังเลมากที่สุด ได้
นั่นคือการเลือกเดิน “ทางสายกลาง” ก็คือให้แบ่งเงินทั้งเอาไปโปะหนี้ และเอาไปลงทุนพร้อมๆ กัน
ตามสัดส่วนที่สบายใจ โดยอาจเริ่มที่ 50 : 50 ก็ได้

ในฝั่งโปะหนี้ ยังไงเราก็จะได้ประโยชน์แน่นอน ส่วนฝั่งลงทุน เราจะได้เรียนรู้และฝึกฝน
ผ่านไปสักระยะหนึ่ง เราจะไม่ “คาใจ”  คือ ตอบตัวเองได้ว่าจะทำอะไรดี
ถ้าลงทุนแล้วดี ก็สามารถแบ่งไปลงทุนมากขึ้น จนถึงขั้นไม่โปะเลยก็ได้
แต่ถ้าลงทุนแล้วผิดพลาด ไม่มีความสุข ก็สามารถเปลี่ยนกลับมาโปะหนี้บ้านได้
เงินที่ลงทุนไปแล้ว ไม่ได้หนีไปไหน อาจขาดทุนบ้าง ก็ย้ายกลับมาโปะหนี้ทีเดียวได้เลยครับ


ข้อพิจารณาเพิ่มเติม : ทางเลือกไม่ได้มีแค่โปะหนี้ หรือ ลงทุนเท่านั้น

บางครั้งพอเราเห็นโจทย์นี้อยู่ตรงหน้า เราก็มองข้ามทางเลือกอื่น ซึ่งอาจจะสำคัญกว่าไป อาทิ

  • ที่ว่ามีเงินเหลือน่ะ ได้มีเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินรึยัง ถ้ายัง อย่าลืมเก็บสำรองก่อน
    เพราะบางทีโปะหนี้ไป พอมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ก็ไม่มีเงินมารองรับเหตุตรงนั้น
    ลองอ่านบทความข้างล่างนี้ดูนะครับ จะเห็นโทษของการไม่มีเงินสำรองได้ชัดเจนมากๆๆๆ เลย
    http://www.a-academy.net/blog/emergency-reserve-necessity/
  • ได้ปิดความเสี่ยงต่างๆ  ด้วยการมีประกันที่เพียงพอแล้วรึยัง ถ้ายัง ทำก่อนดีมั๊ย ?
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคภัย อุบัติเหตุ หรือภัยต่อทรัพย์สินเช่น รถ บ้าน
    ประกันเหล่านี้ ถ้าเลือกดีๆ ทำในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยปิดความเสี่ยงได้ ทำให้ชีวิตไม่สะดุด
    และอาจไม่แพงอย่างที่คิด ลองศึกษาได้ในซีรี่ย์นี้นะครับ
    http://www.a-academy.net/personal-finance/s05-insurance-planning/
  • มีเป้าหมายอื่นๆ มั๊ย ที่เอาเงินก้อนนี้ไปช่วยทำให้บรรลุได้ ถ้ามี คิดดีๆ ก่อนโปะ
    เช่น อยากเอาเงินไปพัฒนาตัวเองมั๊ย ? มีลงทุนเพื่อเกษียณรึยัง ? จะต้องเปลี่ยนรถเร็วๆ นี้มั๊ย ?
    และยังมีอีกหลายๆ เป้าหมายที่อาจจะถูกลืม ดังนั้น คิดให้ดีๆ ก่อนรีบเอาเงินคืนแบงค์นะครับ
    คืนแล้ว เอาออกมายาก… จริงๆ นะ

ที่ต้องพูดถึงทางเลือกเหล่านี้ ก็เพราะว่ากันตามตรง ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ก็ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงเกินไป
หากบริหารจัดการให้เป็น เราจะปรับหนี้บ้านให้เป็น “หนี้ดี” ได้ คือเป็นหนี้ที่ “สร้างโอกาส
เปิดประตูให้เราได้ทำอะไรได้อีกมาก รวมถึงการมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแบบรอบด้านด้วย

บางทีการมุ่งปลดหนี้ให้เร็วจนถึงขั้นหมกมุ่น ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไปครับ
แต่ถ้ารู้ตัวว่าหนี้ที่มีเป็น “หนี้เลว” เมื่อไร… อันนั้น ต้องรีบกำจัดโดยพลันครับ

12 COMMENTS

  1. ขอบคุณค่า _/\_
    ช่างเป็นคำตอบที่ตรงคำถาม ที่ค้างคาใจมานาน 🙂

  2. เก่งมากค่ะ ให้คำแนะนำชัดเจน เจียนแนกประเก็นอ่านง่าย เข้าใจง่าย ทำให้เห็นได้ว่าที่ตนเองปฏิบัติอยู่นั่นถูกต้องแล้ว ขอบคุณค่ะ

  3. เข้าใจเลย เห็นภาพเลย *** ขอบคุณค่ะ รู้แล้วว่าควรต้องทำอะไร

  4. เว็บนี้คือขุมทรัพย์แห่งความรู้ค่ะ ที่หนี่งในใจค่ะ

  5. ขอบคุณมากค่ะ หาคำตอบไม่ได้สักที
    เที่ยวถามคนโน้นคนนี้ ก็ไม่เคลียร์ค่ะ อ่านอย่างนี้ช่วยในการตัดสินใจเลยค่ะ

  6. เดินทางสายกลางแบบคุณ เอแนะนำก็ดีครับ สบายใจดี
    อย่างผม มีโบนัส ก็เอาไปซื้อ LTF
    ได้ภาษีคืนก็เอาไปซื้อ RMF
    LTF ครบ 5 ปี ก็ขายแล้วเอาเงินต้น+กำไรไปโปะบ้าน
    ทำอย่างนี้มานานแล้ว สบายใจดีครับ ไม่เครียด

  7. ชอบคำแนะนำของคุณมาก..ได้ประโยชน์ และตอบได้ชัดเจน ตรงกับที่สงสัย ทำให้มั่นใจว่าที่ปฏิบัติตัวมา ทำได้ถูกต้อง

  8. ขอบคุณครับพี่เอ (กำลังคิดไม่ตกอยู่เลยครับ)

  9. คือความสงสัย ความคลุมเครือมานาน บทความนี้ทำให้เห็นภาพมากๆอ่ะ สุดยอดเลย มีความครบถ้วนทุกด้าน
    ขอบคุณมากนะคะ

  10. ขอให้เป็นวันที่ดี

    คุณต้องการสินเชื่อเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความต้องการทางการเงินของคุณเราเสนอสินเชื่อตั้งแต่ 5,000.00 ถึง 10,000,000.00 สูงสุดเราเชื่อถือได้มีประสิทธิภาพรวดเร็วและไดนามิกด้วยการรับประกัน 100% นอกจากนี้เรายังให้เงินกู้ยืมในสกุลเงินยูโรปอนด์และสกุลเงิน อัตราดอกเบี้ยสำหรับทุกคนคือ (2%) หากคุณสนใจจะติดต่อกลับมาทางเรา

    morrislaurenceloanfirm@gmail.com

    บริการ Rendered ประกอบด้วย:

    * การปรับปรุงหน้าแรก @g
    สินเชื่อที่อยู่อาศัยของ Inventor
    * สินเชื่อรถยนต์
    สินเชื่อรวม *
    * บรรทัดเครดิต
    * สินเชื่อที่สอง
    * สินเชื่อธุรกิจ
    * สินเชื่อส่วนบุคคล
    * เงินกู้ระหว่างประเทศ

    ขอบคุณ

  11. เพิ่งจะได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน web นี่คือทุกคำตอบ ชอบมากกก ขอบคุณที่เผยแพร่ความรู้ดีดีแบบนี้ จะศึกษาต่อไปค่อ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here