สร้างรายได้

โพสนี้ถือเป็น “ภาคต่อ” ของโพสเรื่อง “ผมลดรายจ่ายอย่างไร… จึงสร้างฐานะได้เร็ว” ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากๆ เพียง 1 สัปดาห์มีคนคลิ๊กอ่านกว่า 25,000 ครั้งไปแล้ว… ถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับบทความหนักๆ แบบนี้ (คนเขียนเป็นปลื้ม ^_^)

ในภาคต่อนี้ ผมจะขอเล่าถึงประสบการณ์อีก “ครึ่งหนึ่ง” ที่ไม่ได้พูดถึงในบทความก่อนหน้า… นั่นคือเรื่องการ “สร้างรายได้

เพราะในการสร้างตัว/สร้างฐานะได้เร็วนั้น… นอกจากการใช้จ่ายอย่างฉลาดแล้ว เราต้องสร้างรายได้ได้ดีด้วย!

ลองมาดูกันนะครับ ว่าจากเด็กต่างจังหวัด เรียน ปวช. ช่างกลโรงงานคนหนึ่ง ซึ่งตัดสินใจมาเรียนต่อกรุงเทพฯ แล้วในเวลาแค่ 10 กว่าปีเศษ… สามารถที่จะมีเงินเก็บมากพอ จนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาทำงานที่ “มีความหมายกับชีวิต” คือเว็บไซต์ A-Academy แห่งนี้ได้ยังไง ?


A Whole New Life!

จะว่าไปมันก็เริ่มตั้งแต่การ “เข้ากรุง” นั่นล่ะครับ ยังจำได้ว่าเหมารถตู้กันมากับเพื่อน นั่งกันมาเต็มรถพอดี มาสมัครเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเปิดให้เด็กช่าง (ที่ไม่ได้เรียน ม.ปลายมา) สามารถสอบตรงได้

โลกตอนนั้นแคบมากครับ ผมแทบไม่รู้จักทางเลือกอะไรเลย ที่มาที่นี่ ก็อาศัยฟังจากที่รุ่นพี่บอกว่า เด็กช่างแบบเราได้เรียนที่นี่คือเจ๋งที่สุดแล้ว!

สมัยเรียน ปวชรูปถ่ายสมัยเรียน ปวช. ช่างกลโรงงาน

ซึ่ง ณ ตอนนั้น มันก็เจ๋งที่สุดจริงๆ เพราะนอกจากพระนครเหนือแล้ว อีกมหาลัยที่ผมรู้จักก็คือ ม.ขอนแก่น (เพราะผมเรียน ปวช. ที่ขอนแก่น) ซึ่งผมคงไม่มีทางเอ็นท์ติด เพราะตอนเรียนช่างกลแทบไม่ได้เรียนวิชาที่ใช้เอ็นท์เลยและ ณ เวลานั้น ต่อให้ผมรู้ทางเลือกมากมาย ก็คงจะรู้สึกว่า “ไม่คู่ควร” อยู่ดี เพราะว่าเรายัง “สาบแช่ง” ตัวเองอยู่ว่า…

เราทำอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้หรอก เพราะเราเคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มา คนที่จะทำอย่างนั้น อย่างนี้ได้ เค้าต้องเคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มาเท่านั้น!

ในแต่ละวันของชีวิตตอนนั้น จึงเต็มไปด้วยความกลัว กลัวเรียนไม่ได้ กลัวถูกตัดสินจากคนอื่น กลัวเรียนไม่จบ 4 ปี
มองทุกคนเก่งไปหมด ส่วนตัวเราต่ำเตี้ย

ยิ่งกลัวเราก็ยิ่งระวัง… ยิ่งเตรียมพร้อม… ยิ่งตั้งใจ!

แต่พอผลสอบ Mid-Term วิชา Physics 1 ซึ่งเป็น “วิชาบังคับ” ที่มี “วิชาต่อเนื่อง” เยอะที่สุดออกมา

ปรากฎว่าผมได้แค่ 18 เต็ม 100 ทั้งที่ทำเต็มที่แล้ว

มันยิ่งตอกย้ำว่า “คำสาป” ที่เราสาปตัวเองไว้ว่า “เรามันแย่” พยายามแค่ไหน มันก็ได้แค่นั้นล่ะ!


องศาใหม่ของชีวิต!

หลังจากที่เห็นคะแนนต่ำขนาดนั้น ผมจึงตัดสินใจ Drop เพราะขืนฝืนต่อคง F แน่ๆ

ผลจาก Action นั้น ทำให้เรา (ผมและเพื่อนร่วมชะตากรรม ซึ่งก็นั่งมาในรถตู้คันเดียวกันนั่นล่ะ)
ต้องคิดหาวิธีที่ทำยังไง เราจะยังจบ 4 ปีกันได้… นั่นคือต้องไปเอาวิชาเลือกเสรี (Free Elective) ตอนปี 3-4
มาอัดเรียนก่อนตั้งแต่เทอมหน้า และเทอมถัดๆ ไปเลย เพื่อที่จะให้เหลือหน่วยกิตว่างมากพอ ในช่วงท้ายๆ ไว้เก็บตกวิชาต่างๆ ที่เราช้า

และนั่นคือการ “ปรับองศาชีวิต” ที่สำคัญที่สุด

เพราะคน 2 คน เดินไปในองศาที่ต่างกันนิดเดียว…  หากเดินต่อไปไกลๆ ปลายทางที่สองคนจะไปมันจะต่างกันมากๆๆๆ

การไปเอาวิชาปี 4 มาเรียนตอนปี 1 เทอม 2 ทำให้ผมได้เจอกับ “ยอดครู” คืออาจารย์ที่สอนศิษย์ด้วยความรัก ห่วงใย และจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ เพราะท่านไม่ได้สอนแค่ความรู้ในวิชาการ แต่สอนวิชาชีวิตให้กับพวกเราด้วย

อาจารย์มักจะพูดบ่อยๆ ว่า

ความรู้ที่เราเรียนจะได้ใช้น้อยมากในชีวิตจริง (20%) แต่ความเข้าใจเรื่องคนและชีวิตจะได้ใช้เยอะมาก (80%)

อาจารย์มีความคิดแผลงๆ ให้เราทำเสมอ เช่น ให้เราลองนั่งรถเมล์เลยบ้าน ลองนั่งมันไปจนสุดสาย ให้เปลี่ยนเส้นทางที่ใช้ประจำ ก่อนเริ่มเรียนทุกครั้ง เราต้องคอยตอบคำถามอาจารย์ว่า ระหว่างทางมาเรียน เราเห็นป้ายอะไรบ้าง มีเหตุการณ์อะไรสำคัญๆ เกิดขึ้นบ้าง

ผมจำได้แม่น อาจารย์เคยเล่าให้พวกเราฟังว่า ที่อาจารย์ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ปรึกษา ในด้านที่สอนอยู่ได้เนี่ย
ก็เกิดจากการออกแบบทางเลือกชีวิตเอง… ไม่เดินตามใครมั่วๆ แบบไม่คิดไตร่ตรอง

อาจารย์รู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจอะไร ก็เลยไม่เลือกไปแข่งกับใคร แต่เลือกเรียนสาขาที่คนไทยไม่สนใจ ผลคือพอกลับเมืองไทย ก็ได้เป็น Expert ในสายนั้นทันที ซึ่งก็ทำมาจนถึงวันนี้

ผมเรียนกับอาจารย์ถึง 2 วิชา และยังไป Sit-in เพิ่มอีกเทอมนึง (ไปเรียนซ้ำ) เพราะเวลาเรียนเหมือนนั่งฟัง Talk Show มากกว่า สำหรับเรามันเหมือนเป็นโลกใหม่… ผมค่อยๆ ซึมซับ Idea ว่า

โลกนี้มีอะไรมากมาย มากกว่าแค่ในห้องเรียน เริ่มเชื่อว่าเราออกแบบชีวิตได้เอง เริ่มเข้าใจว่ากฎเกณฑ์ข้อจำกัดต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีจริง มันแค่ความเชื่อที่เรากล่อมหรือสาปตัวเองเท่านั้น

ผมเพิ่งได้มารู้ทีหลังว่า คนที่คิดแบบนี้เค้าเรียกเป็นคน “Proactive” คือเป็นคนที่กล้ากำหนดเส้นทางของตัวเอง ว่าจะทำ หรือไม่ทำอะไร ในขณะที่ผมคนเดิม เป็นคนแบบ “Reactive” คือ ต้องรอให้เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเราไม่มีอำนาจควบคุมเกิดขึ้น แล้วไม่มีทางเลือกอะไรมากนัก นอกจากการตอบสนองเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งบางครั้งมันก็มาในรูปของกรอบที่สังคมตั้งไว้ แล้วเราโง่ไปเชื่อมันเอง

อาจารย์ท่านนี้ชื่อ รศ.ดร.สุรพล ราษฏร์นุ้ย ครับ


เปิดกะลา… ออกไปดูโลก

หลังจากเริ่มใช้ชิวิตแบบ Proactive ชีวิตก็เปลี่ยนไปมาก เริ่มสัมผัสได้ถึง “พลังภายใน” นั่นคือ “พลังใจ” ที่เชื่อว่า

บางอย่างง่าย บางอย่างยาก แต่ถ้าเราอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ… มันก็สำเร็จได้!

ในเรื่องการเรียน ผมกลับมาเรียนจบ 4 ปี ได้เป็นอันดับ 1 ของรุ่น ได้เกียรตินิยม พอมาเรียนโท ก็ได้ที่ 1 ของรุ่น และได้เกียรตินิยมอีก! อันนี้คือผลลัพธ์ในเชิงการเรียน ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักของบทความนี้ และจริงๆ เกียรตินิยม มันก็เป็นแค่กรอบอีกกรอบหนึ่ง ที่บางคนเชื่อว่าดี และชอบเอามาสรรเสริญหรือนินทาเท่านั้น… อย่าไปติดมันมากครับ ขอกลับเข้าประเด็นในเรื่องการ “สร้างรายได้” ดีกว่า!

เพราะหลังจากเรียนกับอาจารย์สุรพล ผมก็เริ่ม “เปิดโลก” ของผมเอง ขยายขอบเขตสิ่งที่อยากเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
เริ่มมีความรู้รอบตัวมากขึ้น เริ่มสนใจเรื่องเงิน และการวางแผนการเงิน ซึ่งในท้ายที่สุดกลายเป็นอาชีพหลักของผม และกลายเป็น A-Academy ณ ปัจจุบัน

การรู้เรื่องเงิน ทำให้ผมเข้าใจดีเรื่อง “ดอกเบี้ยทบต้น” และพลังของการลงทุน และยิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่า “รู้แค่เรื่องลงทุน มันยังไม่พอ” เพราะ “ถ้าไม่ใส่เงินต้นเข้าไป… มันก็ไม่มีดอกผลออกมา” และจะมีเงินต้นมาใส่ได้ มันก็ต้องมีรายได้ก่อน… และต้องทำให้เหลือมากๆ ด้วย!

เพราะแม้เราจะเก่งเทพ ลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 30% แต่ถ้าเงินต้นเราคือ 10,000 บาท มันก็คิดเป็นกำไรแค่ 3,000 ซึ่งถ้าเรามีต้นซัก 1,000,000 บาท มันจะเป็นกำไรถึง 300,000 แล้วถ้ามีต้นซัก 10,000,000 บาท กำไรก็จะมากถึง 3,000,000

ไม่แฟร์!… ทำไมรู้เท่ากัน แต่ต้นต่างกัน ผลลัพธ์มันต่างเพียงนี้

เอาล่ะ… ตอนนี้เราไม่มีเงินเก็บเงินเลย… ไม่โทษใคร โทษตัวเอง!

เราจะเริ่มหาเงินมาเก็บตั้งแต่วันนี้ล่ะ!


รู้น้อย คิดยังไม่เป็น… ก็เริ่มจากโง่ๆ ก่อน

เมื่อใจเรา Proactive แล้ว… แต่ความรู้ยังน้อย ผลลัพธ์มันเลยออกมาแบบง่อยๆ แต่ก็ดีกว่าไม่ทำแน่ๆ

เคยเล่นเกมส์พวกวางแผนการรบมั๊ยครับ ?

พวก Red Alert, StarCraft หรือยุคหลังๆ ก็ DotA เราจะเริ่มต้นเกมส์ ในพื้นที่เล็กๆ มุมหนึ่งในแผนที่ ส่วนบริเวณอื่นๆ จะมืดๆ วิธีการที่จะเห็นพื้นที่อื่นๆ ได้ เราก็ต้องเดินออกไปสำรวจพื้นที่ตรงนั้น เมื่อเราสำรวจแล้ว พื้นที่ตรงนั้น มันก็จะไม่ดำอีกต่อไป… เพราะว่าเรารู้แล้ว!

ก็เปรียบเหมือนเส้นทางสร้างรายได้ของผม จำได้ว่างานแรกที่ทำคือการ “รับจ้างพิมพ์งาน” สาเหตุก็เพราะไปสมัครงาน Part-Time ตาม 7-11 แล้วเค้าไม่รับ (เกรดดีเกิน… ถูกสกัดครับ!)

เอาว่ะ สร้างเองก็ได้! จำได้ว่ารับงานหน้าละประมาณ 20 บาท พอแข่งหนักเข้า เหลือหน้าละ 12 บาทก็เคยรับ… มาคิดตอนนี้ รู้เลยว่า

โคตรไม่คุ้ม!

แต่ตอนนั้น เราคิดได้แค่นั้นจริงๆ… เพราะเราเดินไปเดินมาในมหาลัย เราก็เห็นแต่ป้ายรับจ้างพิมพ์งาน

มันเห็นแค่นั้น มันก็เลยทำแค่นั้น นึกว่ามันมีอยู่แค่นั้น

สีสันเต็มที่ที่เพิ่มเข้าไปได้คือการรับสแกนงานเพิ่ม เป็น Value-Added ซึ่งก็… ฉลาดขึ้นนิดเดียว 555+

อย่างไรเสีย ผมเริ่มได้สัมผัสความจริงข้อหนึ่งว่า

เราเนรมิตเงินขึ้นมาได้ จากมือเปล่า… ไม่ต้องรอขอพ่อแม่แล้ว!


จากโง่มาก… มาโง่น้อยลง = ฉลาดขึ้น

เพราะความเหนื่อย ทำให้พยายามหาอะไรที่มัน “ได้มากขึ้น” รอบนี้ก็รู้มากขึ้นหน่อยนึง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นป้ายประกาศที่ติดตามมหาลัยอยู่ดี

เฮ้ย… นอกจากรับจ้างพิมพ์งาน แม่ม… มีรับสอนพิเศษด้วย!

เอาล่ะวะ ไหนๆ เราก็ติวฟรีให้เพื่อนอยู่แล้ว… ถ้าใครไม่ใช่เพื่อนก็เก็บตังค์แล้วกันนะ

ตรูสอนวิชาที่ตรู Drop นี่แหละ!

โมเม้นต์นั้น… ผมเริ่มเข้าใจเรื่อง “ศักยภาพของคน” เพิ่มขึ้นอีกหน่อย ว่าถ้าเราเริ่มใส่ “ความรู้” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ในบางเรื่องเข้าไป

ค่าตัวมันสูงขึ้นได้เว้ย!

จากพิมพ์งานได้ชั่วโมงละ 3-4 หน้า… เป็นเงินไม่ถึงชั่วโมงละ 100 อะไรกันนี่… ตอนนี้เราสอนได้ชั่วโมงละ 300 นี่มันโตขึ้น +2,000% เลยนะเนี่ย ยิ่งถ้าสอนหลายๆ คนพร้อมกัน ยิ่งได้มากขึ้นกว่านี้อีกนะเนี่ย! (ทำเป็นตื่นเต้น… โตจากฐานที่ต่ำฝุดๆ 555+)

ตั้งแต่ Drop ไป พอกลับมาใหม่ ก็เริ่มสอนคนอื่นไปด้วย จนถึงปัจจุบัน!ตั้งแต่ Drop ไป พอกลับมาใหม่ ก็เริ่มสอนคนอื่นไปด้วย จนถึงปัจจุบัน!


เข้าใจแล้ว… ถ้าทำอะไรที่คนอื่นทำยาก ราคาก็แพงขึ้นสินะ!

บทเรียนจากการที่สามารถเพิ่มรายได้ขึ้นมาก จากการได้ติวหนังสือ ทำให้ผมเริ่มคิดว่า มีอะไรที่เราทำได้… ที่คนอื่นทำได้ยากบ้างหว่า ????

Yes! ตูเคยทำเว็บนี่หน่า!

รับจ้างทำเว็บซะเลย… เริ่มจากการเข้าไปเสนออาจารย์ภาควิชาที่เรียนนี่แหละ หึหึหึ เพราะเว็บภาควิชาเก่ามันโบราณจนน่าเปลี่ยนแล้ว

เว็บไซต์แรกที่รับจ้างทำ!เว็บไซต์แรกที่รับจ้างทำ!

ผมก็ไม่รู้ว่ายังไงนะครับ แต่อาจารย์อาจจะหลงผิด หรืออยากช่วยนักศึกษาคนหนึ่งก็ได้ เพราะผมไม่มีตัวอย่างผลงานอะไรไปแสดงเลย… แต่ก็ได้งานนี้มาแบบงงๆ

อาจแค่เพราะเรากล้าที่จะขอ… มันก็เลยได้

จากเด็กที่เคยมีรายได้หลักร้อยต่อชั่วโมง… ผมเริ่มได้สัมผัสรายได้หลักพันบาทต่อ Job และเมื่อขยับเป็นงานถัดๆ ไป… ก็เริ่มแตะหลักหมื่นต่อ Job ทั้งหมดเกิดจากนายจ้างคนเดียว… คืออาจารย์ท่านที่ให้งาน

แม้เงินมันจะดีก็จริง แต่ผมก็เริ่มตัน เริ่มได้บทเรียนว่า อะไรที่มันมาเป็น Jobๆ แม้รายได้จะดี เพราะได้ใช้ความเชี่ยวชาญ แต่ถ้างานมันไม่เข้า หรือเราหาลูกค้าคนต่อๆ ไปไม่ได้ รายได้มันก็จะหยุด

ผมเชื่อว่า ทำถึงจุดหนึ่ง อาจารย์น่าจะเริ่มสัมผัสได้ ว่าผมก็แค่ทำเว็บได้… แต่ไม่ได้ทำเป็นจริงๆ เพราะพอจะต้องทำลึกๆ ผมก็มั่วไปไม่ถึง (ผมไม่เคยเรียนทำเว็บ หรือทำ Graphic อะไรเลย มั่วเอาเอง 100%) โอกาสที่จะได้งานเพิ่ม หรือถูกแนะนำต่อ มันก็เลยน้อยมาก

บทเรียนอีกข้อคือ… ถ้าเราเป็น “ตัวปลอม = รู้ไม่จริง” ในงานนั้นๆ เราก็จะไปได้ไม่ไกลเท่าไรหรอก


อยากรวย… ต้องทำธุรกิจสินะ!

เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้น ศึกษามากขึ้น ผมก็พบว่า…

ที่ทำอยู่แบบนี้ มันก็คือการเอาแรง+ทักษะไปแลกเงิน

ซึ่งแรงผมก็มีจำกัด ทักษะผมก็ไม่สูงเท่าไร… ทางออกที่คิดได้ตอนนั้น คือการ “ค้าขาย” หรือการ “สร้างธุรกิจ
ส่วนโมเดลที่นึกออก จากสมองน้อยๆ ตอนนั้น ก็คือการ “ซื้อมาขายไป” ประกอบกับน้องชายของผมก็กำลังอินกับการทำธุรกิจมาก น้องคิดให้เสร็จสรรพ ว่าเราจะ “ขายมือถือ” กัน

โดยอาศัยว่าสมัยนั้น ราคามือถือใน กทม. กับ ตจว. มันต่างกันมาก ถ้าเราสามารถขายมือถือที่ราคาแพงกว่าราคาที่ซื้อที่ กทม. เล็กน้อย แต่ยังถูกกว่าการไปซื้อตามร้านใน ตจว. มันต้องขายได้แน่ สมัยนั้น เราก็นึกว่าเป็นไอเดียที่เมพมากๆ (ซึ่งตอนนี้พิสูจน์แล้ว ว่าโคตรไม่ยั่งยืน)

เอาไอเดียนี้ มารวมกับทักษะ และทรัพยากรที่ผมและน้องชายมี เราก็เลยเปิดเว็บไซต์ขายมือถือขึ้นมา…
ซึ่งนับว่าเป็นเว็บ E-Commerce ยุคแรกๆ ของเมืองไทย (ซึ่งตายลงอย่างรวดเร็ว T_T)

หน้าร้านขายมือถือออนไลน์สมัยนู้น!หน้าร้านขายมือถือออนไลน์สมัยนู้น!

ไม่น่าเชื่อว่ามันขายได้จริงๆ คือเราไม่มีมือถือสต๊อคอยู่ซักเครื่องเดียว Operation คล้ายๆ กับการ Pre-Order ที่นิยมทำกันยุคนี้ คือมีหน้าร้านให้สั่ง พร้อมราคาให้ดู พอสั่งมา และโอนตังค์เรียบร้อย ผมก็จะไปซื้อมือถือที่ร้านค้าส่งที่มาบุญครอง แล้วก็ส่งไปให้ลูกค้า

นี่มันจับเสือมือเปล่าโดยแท้! วะฮะฮะๆๆๆ

สมัยนั้น ตารางชีวิตสุดยอดมากครับ ผมต้องเรียนตอนกลางวัน ติวหนังสือให้เพื่อนตอนที่ว่าง รอ Order เข้าครบทั้งหมด (น้องผมทำหน้าที่เป็นฝ่ายขาย ส่วนผมเป็นฝ่ายปฏิบัติการ) ตกเย็นก็นั่งรถเมล์จากพระนครเหนือ (ย่านพระราม 7) ไปมาบุญครองเพื่อซื้อมือถือ บางวันแบกเกือบสิบเครื่องด้วยตัวคนเดียว แท๊กซี่ก็ไม่ค่อยกล้านั่ง เพราะมันแพง (กำไรขายมือถือเครื่องนึง เท่ากับค่าแท๊กซี่เลย)

เวลารถติดมาก หารถเมล์กลับไม่ได้ เพราะหน้ามาบุญครองมีน้อย ต้องเดินหิ้วของจากมาบุญครอง ไปต่อรถที่อนุสาวรีย์ฯ เพราะเดินเร็วกว่ารอ กลับถึงหอพัก ต้องรีบแพ็คของ จ่าหน้าซองให้เรียบร้อย แล้วหยิบหนังสือเรียนมาอ่าน เพราะเราอยากเรียนให้ได้เกรดดีๆ ไม่อ่านก็ไม่ได้ กว่าจะได้นอนก็ประมาณเที่ยงคืน เพื่อที่ต้องรีบตื่นแต่เช้า
เอาของไปส่งไปรษณีย์ แล้วค่อยเข้าเรียน

เท่านั้น ยังไม่พอ ยังกระแดะ… เปิดเพิ่มอีกเว็บนึงขายแพ็คเก็จอินเตอร์เน็ตไปในเวลาเดียว! ใช้โมเดลเดียวกันเป๊ะๆ คือไปรับจากที่ที่ราคาถูกมาก (ห้างพาต้า) เอามาขายในเน็ต

เว็บขาย Package อินเตอร์เน็ตของผม (เจ๊งแล้วครับ)เว็บขาย Package อินเตอร์เน็ตของผม (เจ๊งแล้วครับ)

ตอนนั้น ผมคิดว่ามันเจ๋งสุดๆ แล้วนะ คือผมไปเหมา Package เน็ตทุกแพ็คมาจากร้านที่ขายถูกในพาต้า แล้วก็มาสแกนหน้าปก คีย์ข้อมูล เพิ่มสินค้าในเว็บ ตั้งราคาขาย พอมีคนสั่งซื้อ แล้วจ่ายเงินครบ ผมก็ส่ง SMS รหัสผ่านไปให้ ไม่ต้องส่งไปรษณีย์ พอของหมด ผมก็ไปซื้อเพิ่ม สักพักก็เริ่มเข้าใจว่าแพ็คไหนขายดี

แต่สุดท้าย ทั้งร้านขายมือถือ และร้านขายเน็ตก็เจ๊งไปในเวลาไม่ถึงปี

ถ้าจะให้โทษสิ่งรอบข้าง ก็มีปัจจัยใหญ่ๆ ปัจจัยหนึ่ง คือเราทำ E-Commerce เร็วเกินไป (ทำช่วงปี 2547-2548) ยุคนั้น คนยังไม่กล้าซื้อของและจ่ายเงินกันทางอินเตอร์แบบทุกวันนี้ ผมและน้องค้าขายตามปกติได้สักพัก อยู่ดีๆ Order ก็กลายเป็นศูนย์ไปดื้อๆ

เพราะช่อง ITV (ซึ่งสมัยนั้น เน้นเรื่องการเปิดโปงขบวนการต่างๆ) ทำ Scoop เปิดโปงกระบวนการโกงผ่านการซื้อของทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งใครจะไปนึกว่า มันจะมี Impact กับสิ่งที่ผมและน้องทำทั้งหมด แต่จริงๆ ผมเชื่อว่าต่อให้ไม่มีข่าวนั้น วันหนึ่งผมกับน้องก็เจ๊งอยู่ดีเพราะ…

  • เราแทบไม่มีการวางแผนธุรกิจเลย อาศัยแค่ว่ามีแรง ก็ทำไป คิดแก้ไขเป็นวันๆ ไป
    ไม่ต้องพูดถึงการประมาณการรายได้ รายจ่าย การหาจุดคุ้มทุน
  • ที่เราไม่ได้วางแผน เพราะเราก็แทบไม่รู้เรื่องการทำธุรกิจเลย ผมเองพอมาเรียน MBA ทีหลัง ก็ได้เข้าใจว่า วันนั้นเรา “ช่างกล้าและบ้าบิ่น” ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีนะครับ เพราะถ้ารู้เยอะ ก็อาจจะไม่กล้าทำอีก
  • เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานของเจ้าของล้วนๆ ไม่มีระบบ ไม่มีทีมงาน เว็บ E-Commerce ที่ทำ ก็ใช้ระบบตะกร้าสินค้าง่อยๆ คือไม่อัตโนมัติ ระบบหลังบ้าน Manual เองเกือบหมด (ทุกวันนี้มี lnwshop.com เริ่มได้ง่ายกว่าเยอะ)
  • โมเดลธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน เพราะระบบการทำกำไรจากส่วนต่างที่เราคิดกัน เดี๋ยวนี้มันทำไม่ได้แล้ว เราอยู่ที่ไหนก็ซื้อได้ราคาเดียวกันทั้งนั้น ลองดูสิครับ เดี๋ยวนี้คนไม่ต้องไปซื้อมือถือที่ MBK กันแล้ว คอมพ์ก็ไม่ต้องไปซื้อที่ Pantip เช่นกัน

แม้จะเจ๊ง… แต่บอกเลยครับ ว่าไม่มีอะไรสูญเปล่า พอมาเรียน MBA ผมเห็นภาพมากขึ้น แม้จะไม่เคยทำงานประจำมาก่อน พอมาวิเคราะห์หุ้นเพื่อลงทุนเอง ก็เข้าใจมากขึ้น ว่าแนวคิดแบบไหน “Make Sense” ส่วนแบบไหน “ไม่น่ารอด” (ปัจจุบันน้องชายผม เปิดโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ขายผ่านทาง Facebook เป็นหลัก ซึ่งก็อาศัยประสบการณ์ความล้มเหลวจากในอดีตมาต่อยอดเป็นธุรกิจที่ดีได้ในวันนี้)


เจอสิ่งที่รัก => ทำให้สุดๆ => รายได้ก็ดีขึ้นสุดๆ

เมื่อเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า ผมก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากขึ้นๆ เรื่อง “การเงินส่วนบุคคล” ที่รู้แบบงูๆ ปลาๆ เราก็เริ่มรู้จริงมากขึ้น

นั่นเพราะเราเรียนรู้มันด้วยความรัก (Passion)

ที่สำคัญที่สุดคือ เราเรียนรู้เพื่อใช้จริงกับชีวิตเรา อะไรที่ขาดก็รู้ว่าจะไปหาเพิ่มที่ไหน ส่วนอะไรที่มีแล้ว เราก็เริ่มรู้ว่าจะฝึกปรือยังไง และจะใช้งานมันยังไง ให้มันสร้างตัวได้ไปด้วย ซึ่งนั่นทำให้ผมตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ที่จะเป็น “Specialist” ด้าน “การวางแผนการเงิน” นั่นเพราะผมกำลังใช้ทักษะนี้ กับชีวิตตัวเองอยู่ และผมก็รู้สึกว่ามันคง “เจ๋ง” มาก ถ้าได้ให้สิ่งนี้กับคนอื่นด้วย ขณะที่ตัวเองก็สร้างตัวไปได้ด้วยพร้อมๆ กัน

ผมได้เข้าทำงานประจำที่แรก (และเป็นที่เดียวในชีวิต เพราะปัจจุบันไม่ได้ทำงานประจำแล้ว) ด้วยตำแหน่งงานที่ใกล้เคียงที่อยากทำที่สุด คือการเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุน” ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการพัฒนา Content งานฝึกอบรม งานดูแลลูกค้ารายสำคัญ รวมทั้งมีโอกาสได้เป็นลูกมือผู้ใหญ่ในบริษัทเป็นครั้งคราว

ด้วยวุฒิ ป.ตรี วิศวะ และ ป.โท MBA ด้านการเงิน เงินเดือนผม Start ที่สองหมื่นปลายๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นอัตราที่สูงเว่อร์ แต่เนื่องจากเราชอบงานนี้ และเราก็ตั้งใจที่จะสร้างตัวให้เร็วที่สุด เพื่อจะทำงาน “ใต้คนอื่น” เพียงช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

ผมจึง “จัดหนัก” ใส่เต็มที่ กับทุกๆ งานที่ได้รับมอบหมาย ผมสร้างนิสัยเป็นผู้ชาย “เบอร์ 3” เหมือนพัดลม คือเป็นเบอร์ที่แรงที่สุด ไม่ว่างานอะไร ผมก็ทำเต็มที่ (กระทั่งงานฟรี ทุกวันนี้ก็ยังเต็มที่) เพราะการมามั่วนั่งคิดว่า งานนี้คุ้มค่าจ้างมั๊ย ถือเป็นเรื่องที่เสียเวลามากๆ

ทำให้โลกรู้ ทำจนคนยอมรับ ทำจนเป็นสัน…ดาน! ทำจนสมมติว่าถ้าเราเป็นนาย เราจะอยากขึ้นเงินเดือน/โบนัสให้ตัวเองจนทนไม่ไหวนั่นล่ะ ถามว่าไม่กลัวเหรอว่าเค้าจะไม่เห็น หรือจะเหนื่อยเปล่า

ผมเชื่อว่าไม่สูญเปล่าครับ เพราะมันคือการสร้างตัวตนที่ดีของเรา และผมเชื่อว่าถ้าข้างในไม่เห็น เราจะแผ่ออร่าเปล่งแสงจนคนข้างนอกเห็นเอง เมื่อนั้น ถ้าเราจะไปจากที่เก่า ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร แต่เป็นความผิดของคนที่ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงของเรา

นอกจากความพยายามแล้ว ผมยังรู้ว่า สำหรับวงการนี้ การมี Certificate ต่างๆ ต่อท้ายชื่อ ถือเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับ มันเป็น Branding อย่างหนึ่ง และมันช่วยให้คนเปิดใจให้เราได้มากขึ้น ผมก็ขวนขวาย ทำงานไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย สอบจนได้ CFA Level 2 (ผมเลิกกลางคัน ไปไม่สุด Level 3 เพราะไม่ตรงกับงานที่ชอบ)
แต่ในเวลาไม่นานนัก ผมก็ได้คุณวุฒิ CFP (Certified Financial Planner) ซึ่งตรงกับงานที่ชอบจริงๆ มากกว่า

ถามว่าเหนื่อยมั๊ย พยายามขนาดนั้น มันก็ต้องเหนื่อยแน่นอน! แต่มันเหนื่อยแบบรู้วัตถุประสงค์ มันเหนื่อยแบบที่นอนพักแล้วก็อยากตื่นขึ้นมาทำต่อ ตอนที่ต้องเดินจาก MBK ไปอนุสาวรีย์สมัยที่ขายมือถือ… มันก็อารมณ์เดียวกันเลย!


มันเป็นเหงื่อที่ถางทางสู่ความฝัน!

ซึ่งในที่สุดความพยายามก็เป็นผล… ต้องขอบคุณนายและครูที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของผม

พี่เคี้ยง – ดร.สมจินต์ ศรไพศาล
กรรมการผู้จัดการ บลจ. ทหารไทย จำกัด (TMBAM)

นายผมมองเห็น… นายผมเอ่ยปากบอกให้ผมรู้ ว่านายมองเห็น และไม่ใช่แค่ด้วยคำพูด… แต่ด้วยค่าตอบแทนที่สะท้อนความพยายามของเรา รายได้ผมปรับขึ้นเร็วอย่างมาก รายได้หกหลัก/เดือน แบบที่เคยนึกว่าห่างไกล ผมเดินมาถึงได้เร็วกว่าที่คิดมากๆ ซึ่งเมื่อนำมาผนวกกับ “วิถีชีวิตที่เบา” ทำให้เงินเก็บของผมเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ได้รับเกียรติขึ้นเวทีร่วมกับพี่เคี้ยง ดร.สมจินต์ ศรไพศาลได้รับเกียรติขึ้นเวทีร่วมกับพี่เคี้ยง ดร.สมจินต์ ศรไพศาล


ทักษะของเรา = คุณค่าของเรา = ประตูไปสู่โอกาสอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากเงินเดือนจากงานประจำที่สูงแล้ว ผลจากการ “ขัดเกลา” ทักษะที่เราชอบอยู่ตลอด และใช้มันแบบ “เบอร์ 3” ในทุกๆ ที่ที่เราออกไปลุยงาน ผลคือผลเริ่มได้รับการติดต่อจากบริษัท และสถาบันต่างๆ อยากให้เราเอาทักษะเราไปใช้ที่เค้า

เริ่มได้รับข้อเสนอที่ทำให้คนเคยสอนพิเศษได้ชั่วโมงละไม่กี่ร้อยบาทต้องตกใจ เพราะมันได้มากกว่านั้นเป็นสิบๆ เท่า แถมงานที่ทำสำหรับเราแล้วมันก็ไม่ยากเลย จนบางครั้งเราก็คิดว่า… ทำไมมันต่างกันได้มากขนาดนี้

คนเหมือนกัน… เมื่อก่อนเราทำทั้งเดือนถึงได้เท่านี้ แต่ตอนนี้แค่วันเดียวก็ได้!

นานเข้าๆ ผมก็เริ่มได้รับงานแบบไม่ผ่าน “ตัวกลาง” ยิ่งต้องทึ่งอีกว่า… ขนาดตอนผ่านตัวกลางว่าได้เยอะแล้วนะ มันยังมีได้มากกว่านั้นอีก

ถ้าเทียบกับเกมส์วางแผนการรบที่พูดถึงไปตอนต้น ตอนนี้เราก็เดินเปิดแผนที่มาไกล… ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น
และได้รู้ว่า ที่เห็นก็ยังมีให้เห็นอีกมาก

ค่าตัวที่ผมได้ ก็ว่าเยอะแล้ว ยังมีบางคนในวัยเดียวกันกับผมได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า และยังมีรุ่นเก๋าที่อาวุโสสูง ที่ได้มากกว่าคนนั้นอีก ที่คนยอมจ่ายกันขนาดนั้น… ก็เพราะทักษะที่คนคนนั้นมี มันมีคุณค่า!

แต่ผมขอไม่เดินไปต่อแล้วล่ะครับ…  มันตัวสั่น… อยากจะออกไปทำตามฝันตัวเองมากกว่า!


ผลลัพธ์จากความพยายาม… มันคุ้มค่า

ผลจากการมุมานะ พากเพียรทำงาน จากการใช้ชีวิตพอเพียง เก็บออมอย่างต่อเนื่อง บวกกับ “พลังทวี” ของการลงทุนที่ผมเรียนรู้และใช้มันได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ผม “แข็งแรง” พอที่จะออกมาเดินตามเส้นทางของตัวเองได้อย่างมั่นใจในวันนี้ ได้ทำงาน “ที่ตัวเองเลือก” และไม่ทำงาน “ที่เราไม่อยากทำ

ผมไม่กล้าเรียกมันว่า “อิสรภาพทางการเงิน” เท่าไรหรอกครับ!

เพราะผมก็ยังหวั่นไหวเรื่องเงิน ยังโลภ ยังอยากรวยกว่านี้ (ที่มีก็ไม่ได้เหลือล้น) ยังต้องต่อสู้กับตัวเองบ่อยๆ ในความคิด (ถามภรรยาได้ 555+) เพราะฝันของผม คือการได้ให้ความรู้และส่งผ่านแรงบันดาลใจดีๆ โดยที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้… ซึ่งผมเลือกแล้ว ว่าอยากจะทำมันให้ถูกที่สุด นั่นคือ “ทำฟรี!

เลือกแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่ให้กำเนิดมัน!

เพราะถ้าจะทำ A-Academy ให้ไม่ฟรี… ผมคงรวยขึ้นได้อีกเยอะๆๆ หลังไมค์ก็มีมาขอให้เขียนบทความเชียร์สินค้าให้อยู่ตลอด ใครมาปรึกษา ผมจะ Turn เป็นลูกค้าเก็บตังค์ค่าบริการหรือขายของต่อก็ได้… ไม่ยาก สัมมนา “Financial Foundation” ที่เพิ่งจัดฟรีไป ถ้าจะเก็บตังค์กันจริงๆ รอบนึง ก็กำไร 2-3 แสนได้ หรือถ้าจะให้ Leverage เต็มที่ อัดคนเข้ามาสัก 500 คน ก็อาจจะกำไรเกินรอบละล้าน (ฟินเบยยย) แต่ที่ไม่ทำ… ก็เพราะนึกถึงตอนที่เรา “ให้กำเนิดฝันของเรา

มึงบอกว่ามึงเก็บเงิน เตรียมตัวมา เพื่อจะมาทำสิ่งนี้ใช่มั๊ย แล้วตอนนี้มึงมีเงินแล้ว… มึงจะไม่ทำเหรอวะ…ถถถถ!

เอาเป็นว่าไว้จนตรอกเมื่อไหร่… ค่อยเปลี่ยนแนวนะครับ ^__^


Lesson Learned : อะไรที่อยากให้คุณรู้

เขียนมาตั้งยาว… ไม่ใช่เพื่ออวดสรรพคุณตัวเองหรอกครับ (จริงๆ ก็มีแอบอยากอวดบ้าง ประมาณ 10% อยู่ในใจส่วนที่ลึกๆ เพราะใครๆ ก็อยากให้คนอื่นชื่นชมตัวเองกันทั้งนั้น ผมก็ไม่เว้นหรอกครับ 55+) แต่ที่เล่า… เพื่ออยากให้เห็นเส้นทาง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับท่านที่กำลังสร้างตัวอยู่ มากกว่า

เพราะมันก็เป็นตัวอย่างจริง ของคนคนหนึ่ง… ซึ่งก็เริ่มจากโง่ๆ เหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ดีๆ เก่งได้เลย เก๋าได้เลย… มันก็ต้องพัฒนากันทั้งนั้น และผมก็ “สำนึก” ในความพยายามของตัวเอง ในการลองผิดลองถูก ในเหงื่อทุกเม็ดเสมอ
ตั้งแต่วันที่รับจ้างพิมพ์งานหน้าละไม่กี่บาท จนถึงวันที่ได้ค่าตัววันละหลายๆ หมื่น และกรณีของผม มันก็เป็นอีกข้อพิสูจน์ที่ว่า…

ตัวเรา…เป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด!

เราจะใช้มันให้สร้างรายได้ไม่กี่สิบบาทก็ได้ (ผมก็ทำมาก่อน) หรือจะบ่มเพาะมันให้มีศักยภาพมากกว่านั้นหลายพันหลายหมื่นเท่าก็ได้ มันอยู่ที่เรา “ตั้งใจ” จริงๆ รึเปล่า ถ้าเอาจริง ก็ค่อยๆ ทำไป แต่ทำให้เต็มที่ จะมีเงินหลายๆ ล้าน มันก็เริ่มที่ พันแรก หมื่นแรกทั้งนั้น อย่าไปดูถูกว่ามันน้อย

เพราะมันก็น้อยจริงๆ… แต่มันเป็นทางผ่านที่ต้องผ่าน… ก็รีบผ่านซะ!

แต่ถ้าใครอ่านมาถึงนี่ แล้วรู้สึกเหม็นหน้าคนเขียน หาว่าโม้ชิบหาย (แต่ก็ยังอ่านจนจบนะ) หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีโอกาส ไม่ได้เป็นนั่น ไม่ได้มีนี่ เลยพัฒนาไม่ได้ ผมก็ถือว่าบทความนี้ ที่ผมพยายามเขียนกว่า 3 วัน! ได้ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง…

ทางทั้งหมด… เป็นของท่านแล้วครับ… ท่านต้องเลือกเดินเอง หาองศาที่เหมาะๆ หันหน้าไปทางนั้น แล้วออกเดินนะครับ!

56 COMMENTS

  1. สร้างแรงบันดาลใจเและกำลังใจมากเลยค่ะ ขอขอบคุณที่เเชร์เรื่องราวดีๆ ทุกด้านของชีวิต ทั้งมุมมองด้านบวก ความพยายาม ความขยันอดทน การใช้เงิน การลงทุนและความพอเพียง

    เป็นกำลังใจให้เขียนบทความดีๆต่อไปนะค่ะ ขอบคุณ a-acadamy ค่ะ

  2. สุดยอดครับสำหรับบทความนี้ บอกตรงๆเลยก่อนอ่านเลื่อนลงมาดูก่อนว่ายาวแค่ไหน(ตามที่พี่เอบอก) ปรากฏว่ายาวมาก กะว่าจะอ่านพรุ่งนี้ พออ่านไปประมาณ4บรรทัด กลับกลายเป็นว่ามันเพลินจนลืมไปเลยว่าบทความนี้มันยาวแค่ไหน ขอบคุณพี่เออีกครั้งนะครับ สำหรับบทความดีๆแบบนี้ และขอบคุณพี่เอที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้แห่งนี้ขึ้นมา (ช่วงท้ายแอบซึ้งน้ำตาจะไหลT-T)

  3. เยี่ยมมากๆ ครับ อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ บทความกับวีดีโอที่คุณเอสอน บอกตามตรงดีกว่าพวกเก็บตังค์หลายที่อีกครับ อธิบายเข้าใจง่ายมาก เหมาะกับมือใหม่แบบผมจริงๆครับ

  4. ชอบมากครับ ขอบคุณมากๆๆครับกับประสบการณ์ชีวิตที่มีค่า

  5. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ อ่านแล้วสร้างแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียวครับ ^^

  6. ได้นั่งอ่านอย่างตั้งใจและคิดตามไปด้วย ได้ข้อที่ดีมากอย่างนึงคือ ต้องทำในสิ่งที่เรารัก และทำมันให้เต็มที่แล้วเราจะทำมันได้อย่างดีมีความสุขและถึงเหนื่อยก็ยอม และขอบคุณที่คุณเอเป็นผู้ให้ที่แท้จริง ซักวันนึง ผมก็จะทำให้ได้อย่างนี้เหมือนกันครับ

  7. ได้อ่านและซึมซับความตั้งใจดีๆ ของคุณเอ แล้วก็อยากให้เจ้าตัวที่มีฝันในการแบ่งปันความรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้รับรู้บ้างค่ะว่า A-Academy เป็นแหล่งความรู้ที่ชื่นชอบที่สุด เข้ามาอ่าน มาเรียนทุกวัน ไม่เบื่อเลยค่ะ มันมีทั้งความรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะเป็นสิ่งที่อยากรู้มานาน (การวางแผนการเงินและการลงทุน) แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เจอกับแหล่งให้ความรู้ที่ละเอียดเป็นระบบ และให้กันฟรีๆ แบบนี้มาก่อน
    นอกจากบทเรียนที่เจ๋งมากๆ ทุกตอนแล้ว (แม้คนไม่มีพื้นฐานมาก่อน ก็เข้าใจได้สบายๆ) ยังมีบทความที่อ่านมากี่บทก็มีคุณค่าทุกบท เพราะมันแฝงไว้ด้วยความหวังดีที่จะสร้าง inspiration ให้คนอ่านตลอด
    ขอภาวนาให้มี A-Academy ให้ได้เรียน ได้อ่านไปนานแสนนานนะคะ ขอบคุณจริงๆ จากใจค่ะ
    A-Academy เป็นตัวอย่างดีๆ แนวใหม่ของสังคมจริงๆ ค่ะ อยากให้คนไทยได้รู้จักกันมากๆ

  8. ติดตามทุกบทความค่ะ นับถือคุณเอจริงๆ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ 🙂

  9. เยี่ยมมากเลยครับ ขอให้ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปกับสิ่งที่รัก
    ได้ส่งต่อความรู้ทางการเงินให้แก่ผู้คนอย่างกว้างขวางต่อไปนะครับ^^

  10. เป็นบทความที่มีคุณค่ามากๆครับ อ่านแล้วมีกำลังใจมากๆ ขอบคุณจริงๆครับ

  11. สุดยอดมากครับ อ่านแล้วได้แรงบันดาลใจมากครับ; คิดถึงชีวิตตัวเอง ซึ่งมีแนวทางการมาคล้ายๆ เจ้าของกระทู้เลยครับ เรียน ปวช ที่ราชมงคลขอนแก่นเหมือนกัน แล้วเข้ามาเรียน ป.ตรี ที่พระจอมเกล้า; ผ่านการต่อสู้กับความคิดว่าเราทำนั้นทำนี่ไม่ได้เพราะเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มาเหมือนกัน, คุณเอ ถือเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมเลยครับ ว่าเราเป็นนอย่างที่อยากเป็นได้ถ้ามีความพยายาม และ ใจรัก – สุดยอดจริงๆครับ

  12. ขอบคุณมากค่ะ เป็นครั้งแรกที่เข้ามาอ่าน และเจอบทความนี้ ได้ความรู้และพลัง กลับไปมากค่ะ ความุ่งมั่นและพยายามของคุณทำให้ไม่กล้าท้อแท้กับปัญหาการเงินของตัวเอง เพราะถ้าเทียบกับคุณแล้วฉันแทบไม่ได้พยายามหรือมุ่งมั่นกับชีวิตตัวเองเลย อาจมีแต่ความคิดอยากทำแต่ไม่เคยทำอะไรจริงจังเลย…คุณคือตัวอย่างของความพยายาม อดทน และมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จค่ะ…ขอบคุณมากนะคะ

  13. เขียนดีมากคับ ชื่นชมและขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างที่พี่เอทำคับ
    เป็นพลังอย่างมาก สำหรับคนที่กำลังสร้างตัว…แบบผม ^_^

  14. เขียนดีมากคับ ชื่นชมและขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างที่พี่เอทำคับ
    เป็นพลังอย่างมาก สำหรับคนที่กำลังสร้างตัว…แบบผม ^_^

  15. ใช้เวลา 10 นาทีในการศึกษาประสบการณ์ชีวิตของพี่ 10 กว่าปี
    ถือว่าคุ้มสุดๆครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  16. คิดเปลี่ยน………..ชีวิตก็เปลี่ยน
    ประสบการณ์และเรื่องราวของพี่
    ทำให้สมองหนูเริ่มทำงานได้เลยค่ะ

  17. ถ้าประเทศไทยมีคนคุณภาพอย่างคุณเอเยอะๆประเทศเราต้องพัฒนาไปไกลกว่านี้เยอะแน่นอน เป็นกำลังใจให้ตลอดหนทางนะครับ จะติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอครับ

  18. คุณเอ ยอดเยี่ยมมากครับ ประสบการณ์ของผมก็เป็นแบบนี้เช่นกัน
    เหมือนที่หนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้ ใช่ตามนั้นเลย

    ธรรมชาติการเรียนรู้เรื่องเงินและการลงทุน
    ปีแรก ๆ อาจจะทำได้ไม่ดีนัก
    แต่พอนานวันเข้าก็จะทำได้ดีขึ้น และ ดีขึ้นอีก
    คุณต้องศึกษาเรียนรู้เรื่องเงินและการลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่าหยุด
    เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จากคนที่ไม่รู้ก็จะรู้
    จากคนรู้น้อยก็จะรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่เรียนรู้
    แล้วก็จะทำเงินได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำเงินได้ดีกว่าคนอื่น
    โดยเฉพาะคนที่ไม่เล่นเกมส์นี้เลย หรือ คนที่กลัวการเริ่มต้น
    จงเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็ก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

  19. พี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนนี้ก้าวเดินต่อไป

  20. ขอบคุณครับผมเพิ่งเจอเวบ เพิ่งได้อ่าน ได้เรียนรู้แต่รู้สึกชอบมากเลยครับ เข้าใจง่าย ดีมากๆเลยครับ มีกำลังใจขึ้นอีกเยอะในการสู้ชีวิต

  21. ปกติเคยแต่อ่านอยากเดียว เป้นครั้งแรกที่รู้สึกดีมาก จนต้องพิมพ์มา ” ขอบคุณค่ะ” ที่แบ่งปันและสร้างแรงบันดาลใจ

  22. ชื่นชมในความพยายามของคุณเอครับ
    อ่านแล้วเห็นเส้นทางที่มาอย่างชัดเจน ได้แรงบันดาลใจและกำลังใจว่า
    เพราะคิดเป็นชีวิตจึงเปลี่ยน
    ผมได้เรียนรู้เรื่องการวางแผน วินัย การทุมเท
    สุดยอดจริง ๆ ครับ เชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างดี ๆ ให้กับอีกหลาย ๆ คน ให้มองภาพและวางแผนชีวิตตนเองได้
    และไอดอล ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดัง เป็นเสี่ย เป็นคนคิดนู่นนี่นั่นได้ แต่เป็นคนธรรมดาที่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

    เชื่อว่าอ่านอีกรอบยังจะได้ข้อคิดเพิ่ม จนเกิดคำถามกับตัวเองเลยว่าองศาเราเบี่ยงหรือเปล่า หรือตั้งไม่ถูกตั้งแต่แรก

    เป็นแรงใจให้ครับ และขอบคุณจากใจ

  23. อ่านรวดเดียวจบ รู้สึกดีมาก ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ครับ

  24. ขอบคุณมากๆ ครับ สำหรับประสบการณ์ที่แบ่งปันให้ ทำให้ผมมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

  25. ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดีๆ ความรู้ดีๆ รวมทั้งการแชร์ประสบการณ์ และฯลฯ ซึ่งมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านมากๆ ขอชื่นชม และอนุโมทนาบุญด้วยครับ กับการคิดดีทำดี เพราะสิ่งที่คุณเอทำ นั้นเป็นประโยชน์ต่อหลายๆ ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ผู้อ่านเป็นจำนวนมากเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแน่นอนครับ …..ขอเป็นกำลังใจให้ครับ สู้ต่อไปครับ คิดดี ทำดี สิ่งดีๆ เลยสะท้อนกลับมาหาคุณครับ A-academy

  26. ชื่นชม และรู้สึกว่าคุณเป็นแบบอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ในมุมของการวางแผนชีวิตและการลงมือทำตามแผนด้วยใจจริงๆ มองคุณค่าของงานมากกว่ามูลค่าของงาน …ขอบคุณที่สังคมนี้มีคนแบบคุณ…

  27. ขอบคุณสำหรับบทความ อ่านแป๊บเดียวจบ ยังอยากอ่านต่อค่ะ.

  28. Thank you…ຂອບໃຈເດີ ແຕ່ຍາກທີ່ຈະຫາຕົວເອງພົບ ຄິດບໍ່ອອກວ່າຈະເຮັດຫຍັງດີ

  29. ผมไม่คิดว่าจะมีคนดีๆอย่างคุณเออยู่ในโลกนี้นะครับเพราะในโลกของทุนนิยมทำทุกอย่างก็ธุรกิจทั้งนั้นหรืออาจจะมีคนอย่างคุณเออยู่มากก็ได้ในประเทศนี้เพียงแค่ผมยังไม่เจอเขาเหล่านั้น ผมบอกเลยผมโชคดีมากที่ผมได้เจอคุณเอตอนอายุ 36 ขอบคุณมากครับ!!

  30. เปนเหมือนแสงสว่างที่จุดประกายความฝันให้ความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้เปนแรงบรรดาลใจให้กับคนที่ท้อให้ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ขอบคุณบทความดีๆ ขอบคุณที่โลกนี้มีคนแบบ
    คุณอยู่.

  31. เจ๋งเป้ง! เจาะตรงกลางใจเลย คุณเป็นคนดีจริงๆ รัก…รักในความเป็นคนดีของคุณ อยากให้ทุกคนบนโลกใบนี้คิดได้อย่างคุณ ภูมิใจแทนคุณพ่อคุณแม่ของคุณที่มีลูกชายน่ารักแบบนี้.

  32. ซาบซึ้ง…ยินดีด้วยค่ะคุณประสบความสำเร็จ…กับการเปิดตา+เปิดใจในการมองเห็นที่ชัดยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งนานมากแล้ว (ได้ยินชายหนุ่มคนหนึ่งพูดว่า ความฝันผมคือ จะให้เงินทำงาน (ทั้งที่ตอนนั้นค่าตัวเขาก็แพงอยู่นะ) บอกเลยว่าตอนที่ฟัง ก็ได้แต่ยิ้มๆ และสงสัยว่า อะไรหว่า… (ผ่านไป 2 ปี น้องทำสำเร็จแล้ว) ทำให้เราอยากรู้จัก…ให้เงินทำงาน…มากยิ่งขึ้น (เอาเข้าจริงก็ได้แต่มอง โดยขึดเส้นตีกรอบให้ตัวเอง ด้วยสาระพัดข้ออ้าง เช่น ใช้เวลานานกว่าจะเก็บได้เท่านี้, เราไม่มีสายป่านยาวๆ, ถ้าหมดแล้วไม่มีโอกาสเก็บเงินอีกแล้วนะ…. (แต่วันนี้ บทความนี้ ทำให้มองทางได้ชัดขึ้น) เห็นเป้าหมาย… ขอบคุณอีกครั้งนะค่ะ ขอให้คุณเป็นตัวเองแบบนี้ไปตลอด

  33. ขอบคุณมากครับ ขอบคุณคุณเอ ที่พยายามมาถึงทุกวันนี้ ขอบคุณตัวเองที่มารู้จักกับเวปนี้ เป้นกำลังใจให้ครับ

  34. เยียมเลยครับขอบคุณสำหรับบทความ อ่านแป๊บเดียวจบ คับ

  35. ขอบคุณจากใจ…เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากสำหรับน้องๆวัยเรียน วัยเริ่มต้นทำงาน และทุกวัยที่มองหาโอกาสและชีวิตที่ดีขึ้น

  36. รับจ้างพิมพ์งาน ทั้งด่วนและไม่ด่วน
    ทีมงานคุณภาพมีความรับผิดชอบ

    รับพิมพ์งานเอกสาร จดหมายหรือบทความต่างๆ รวมทั้งออกแบบนามบัตร
    ไทย แผ่นละ 8-12 บาท
    Eng แผ่นละ 10-15 บาท
    ไทย + Eng แผ่นละ 9 บาท
    ราคาสามารถต่อรองกันได้
    ส่งงานตามผ่านทาง E-mail เท่านั้น

    สนใจติดต่อ : 0877928228
    Line : pond_thanakorn
    Facebook : pond thanakorn
    E-mail : toodoo39254@gmail.com

  37. ขอบคุณมากครับ พี่เอ พี่สุดยอดมากครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here