เรื่องของการ “เชื่อมโยงจุด” หรือ “Connect the Dots” นั้น
ผมได้ยินครั้งแรก ก็จาก Steve Jobs อดีต CEO ของ Apple Inc.

Jobs กล่าวไว้ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อปี 2005
ว่าการเรียนรู้หรือการได้มีประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือน “จุด” หนึ่งจุด
ความสำเร็จในชีวิตมักมาจากการ “เชื่อมโยงจุด” ต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกัน
แล้วสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาได้สำเร็จ

ประโยคที่ผมชอบมาก และถือว่าเป็นหัวใจของการเชื่อมโยงจุดก็คือ

“It was impossible to connect the dots looking forward when I was in college.
But it was very, very clear looking backwards ten years later.”

แปลก็คือ

“มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผม [Steve Jobs] จะเชื่อมโยงจุดในชีวิตไปได้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่
แต่ 10 ปีให้หลังเมื่อย้อนมองกลับไป ผมกลับเห็นว่ามันมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนอย่างมาก”

วันนี้ขณะที่ผมกำลังนั่งสมาธิ อยู่ดีๆ ก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ไตร่ตรองดู แล้วก็พบว่าตัวเองก็ผ่านประสบการณ์ “เชื่อมโยงจุด” นี้มาเหมือนกัน
เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน

ถือเสียว่าลองฟัง Connecting the Dots เวอร์ชั่นไทย แบบบ้านๆ ดูแล้วกันนะครับ

จุดต่อจุด : ชีวิตคือการสะสมและเชื่อมโยงจุด

มองย้อนกลับไปในประมาณ 30 ปีของชีวิต…
ผมไม่เคยคิด ไม่เคยฝันว่า จะได้มาทำเว็บไซต์ A-Academy อย่างในวันนี้ได้
เป็นเด็กต่างจังหวัด จับพลัดจับผลูไปเรียน ปวช. สาขาช่างกลโรงงาน
วกกลับมาเรียน MBA ตั้งใจเรียนต่อ ป.เอกกลับมาเป็นอาจารย์ แต่ดันถอดใจเสียก่อน
เลยได้มาทำงานเป็นที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งเป็นงานประจำแบบ Full Time เพียงงานเดียวในชีวิต
ก่อนที่จะออกมาทำ A-Academy เต็มตัวในวันนี้

ที่บอกว่า “เต็มตัว” นี่คือเต็มจริงๆ ครับ เพราะทำเองทุกอย่างตั้งแต่วาดฝัน วางแผน
เป็นวิทยากร และ Blogger ที่ทำเนื้อหาออกทะเลไปหลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่การเงิน ยันลดความอ้วน
ออกแบบเว็บไซต์ กราฟฟิคดีไซน์ ดูแลเว็บ เป็นตากล้อง ออแกไนซ์นัดสัมภาษณ์ ขับรถ ตัดต่อวิดีโอ !
ทำให้พลอยนึกถึงฉายาตลกๆ ที่เพื่อนตั้งให้สมัยเรียน MBA ว่า “A Everything!

ที่ทำได้จับฉ่ายขนาดนี้…
พอมองย้อนกลับไป จะได้อารมณ์ๆ คล้ายๆ Steve Jobs คือ
มันมีจุดหลายๆ จุด ที่เชื่อมโยงเข้าเป็นผมในวันนี้ได้อย่างลงตัวมากๆ

ผมได้แนวคิดเรื่องคุณธรรม การแบ่งปัน และการสู้เพื่อเป้าหมายแปลกๆ ที่ชาวบ้านไม่ทำกัน
จากหนังจีนกำลังภายใน และหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น (โดยเฉพาะ นารูโตะ)

ได้เรียนเขียนเว็บไซต์เป็น ตั้งแต่ยุคที่ต้องเขียนโค้ด HTML เอง
อาศัยเปิดหนังสือทำตาม แล้วต้องรอหนังสือออกทีละเดือนๆ กว่าจะรู้ Code ใหม่
ยังจำได้ว่ายุคนั้นต้องสมัครเว็บฟรีที่ GeoCities.com (เจ๊งไปแล้ว)
เว็บแรกที่ทำชื่อแสนจะเห่ย ชื่อ CyberDA (เหตุเพราะผมชื่อจริงว่า “ศักดา”)

ได้ Computer Graphic ระดับพอไปวัดไปวาได้
จากการที่พอเขียนเว็บแล้วมันต้องมีรูปภาพไปลงด้วย ทำให้ต้องหาหนังสือมาอ่าน
มั่วๆ ไป ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน

ได้ทักษะเรื่องการสื่อสาร และการสอน จากการที่เป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับเพื่อนๆ
ไม่เคยว่างเว้นตั้งแต่เรียน ป.ตรี จนถึง ป.โท

ได้วางแผนการเงินและเก็บออมลงทุนจนมีทุนพอจะออกจากงานมาทำเว็บได้
จากการได้เห็นป้าย “ให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม” แล้วเอะใจ ไปศึกษาต่อ
โดยอ่านหนังสือการเงินส่วนบุคคล ในกระบะเลหลังงานสัปดาห์หนังสือ เล่มละ 20 บาท!

ได้พบเจอ Field งาน “วางแผนการเงิน” ที่รัก และได้ทักษะการ Present ขั้นสูงๆ
จากการเข้าแข่งขันโครงการ Money Management Award (MMA) 2007
ซึ่งโชคดีได้เรียนกับ “ครูแอ๋ว” อรชุมา ยุทธวงศ์ ที่ว่ากันว่าเป็น สุดยอด Acting Coach ของไทย

ได้ทักษะการตัดต่อวิดีโอ จากการเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย MMA 2007
ทำให้ได้ช่วยทำรายการโทรทัศน์ One Day with CEO ประมาณ 30 นาที
แล้วเรามีหน้าที่ต้องไปดูพี่ๆ นักตัดต่อวิดีโอ ตัดต่อเทปที่เราไปทำมานั้น ตลอดคืน

ได้ภาษาอังกฤษระดับที่ใช้ได้แบบไม่อายชาวบ้าน แม้จะเรียนโรงเรียนไทยตลอด ไม่เคยไปเรียนนอก
เพราะทะลึ่งอยากจะไปเรียนต่อ ป.เอก ต่างประเทศ เลยฝึกอยู่ 1 ปีเต็ม โดยไม่ทำอะไรเลย
สุดท้ายก็ถอดใจ สอบ GMAT คะแนนไม่ถึง เลยไม่ได้ไปเรียน และไม่ได้เป็นอาจารย์

ได้โอกาสเข้าทำงานดีๆ ที่ บลจ.ทหารไทย (TMBAM) เพราะ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล CEO TMBAM
ท่านเป็นกรรมการตัดสินตอนที่ผมลงแข่ง Young Financial Star Competition 2008 พอดี
งานนี้ ทำให้ผมได้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเป็นงานที่ทำให้ผมมีรายได้มากพอจะเก็บออม
และซุ่มวางแผนการใหญ่สำหรับ A-Academy

หลายๆ Dots เป็นสิ่งที่ผมเคยทำ เคยเรียน เคยสนใจ แต่ก็ล้มเลิก ลืมๆ มันไปหมดแล้ว
ไม่นึกเหมือนกันว่ามันจะหล่อหลอมเป็นเราได้ขนาดนี้
นอกจากนั้น ก็ยังมีอีกหลายๆ Dots ที่เราเคยทำ เคยเรียน เคยสนใจ
แต่ก็ยังไม่เห็นจะได้ใช้อะไร เช่น เห่อเล่นสารพัดเครื่องดนตรีอยู่ช่วงหนึ่ง สะสมแสตมป์อยู่ช่วงหนึ่ง
จะบอกว่าเป็น Dots ที่เหมือนจะสูญเปล่า ยังหาความเชื่อมโยงไม่เจอก็ได้


จากข้อคิดที่ได้จาก Steve Jobs รวมถึงการสังเกตจากชีวิตของตัวเอง ที่ร่ายมาเสียยาว
ผมได้ข้อสรุปที่สำคัญมากๆ ซึ่งอยากจะชวนทุกท่านคิดตาม 5 ข้อดังนี้ครับ

1. เราไม่มีทางรู้เลยว่า “จุด” ที่เรากำลังสร้างอยู่ มันจะมีประโยชน์อะไรมั๊ยในอนาคต

2. อย่ามัวเสียเวลาคิดว่า “จุด” นี้มันจะทำอะไรได้ ถ้าทำมันอยู่แล้วเราสนุก ก็อยู่กับความสนุกตรงนี้ไปก่อน

3. ถ้าเรามี “จุด” ที่มากพอ โอกาสที่มันจะเชื่อมโยงกันได้ในอนาคตก็น่าจะเพิ่มขึ้น

4. ชีวิตคนเรายังต้องเดินไปข้างหน้าอยู่ทุกวัน ถ้าสร้าง “จุด” ใหม่ๆ ได้ก็สร้างไว้เถอะ

5. “จุด” ที่ไม่เกี่ยวกันเลย อาจจะเป็นส่วนผสมสำคัญ ให้เกิดอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ได้

ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ว่า จุดแต่ละจุดก็คือการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ แต่ละเรื่องๆ
ซึ่งผมเชื่อว่า “ความใฝ่รู้” หรือ “Curiosity” เป็นคุณสมบัติสำคัญ
ที่จะทำให้เราได้รับโอกาสต่างๆ อย่างไม่จำกัด…

มันอาจจะไม่ได้มาทันที แต่อาจจะรอเราอยู่ในอนาคต
เมื่อเรารู้วิธีเชื่อมโยงจุดในแบบของเรา!

ดังนั้น… อย่าหยุดเรียนรู้นะครับ ต่อให้ยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าชอบอะไรกันแน่
ก็ให้ถือคติว่า มีอะไรอยู่ข้างหน้า ก็ให้คว้ามาเป็น “จุด” ของเราไว้ก่อน


โพสครั้งแรกใน A-Academy FB Page  เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 57

4 COMMENTS

  1. ยิ่งเรียนรู้มากยิ่งได้มาก ความรู้ถึงจะยังไม่ได้ใช้ในวันนี้ ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับก็จะถูกเก็บไว้ในคลังสมอง เป็นส่วนประกอบความรู้ย่อยๆ คล้ายเซลล์ของร่างกาย แล้วร่างกายก็จะนำเซลล์ย่อยๆ เหล่านี้มาสังเคราะห์ขึ้นเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างจากต้นกำเนิดเดิม เช่น ถ้าคุณกินหัวใจไก่ ตับหมู เข้าไป ร่างกายก็จะย่อยสลายกลายเป็นโมเลกุล จากโมเลกุลร่างกายก็จะสังเคราะห์เป็นเซลล์ – เนื้อเยื่อ – อวัยวะต่าง ซึ่งอวัยวะที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นใหม่ อาจจะเป็นตับ หัวใจ จมูก ตา ปอด ก็ได้
    เช่นกัน ความรู้ในคลังสมองก็จะถูกนำมาใช้เป็นความรู้เดิมหรือถูกสังเคราะห์เป็นสิ่งใหม่ก็ได้
    การมีความรู้บรรจุในคลังสมองมากๆ จะทำให้คุณมีความรู้เพิ่มทวี เช่น ถ้าคุณมีความรู้เรื่องการทอดปลานิล และคุณไม่หาความรู้อื่นมาเพิ่ม คุณก็จะมีความรู้เรื่องการทอดปลานิลเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าสมมติคุณไปเรียนเรื่องการทำลาบหมูมาเพิ่ม คุณก็จะมีความรู้เรื่อง 1. การทอดปลานิล 2. การทำลาบหมู และคุณยังสามารถสังเคราะห์เป็นความรู้ใหม่ได้อีกเป็น 3. ลาบปลานิลทอด 4. หมูทอด 5. ลาบหมูทอด กลายเป็นความรู้ 5 อย่างเลย
    การมีความรู้หลากหลายจึงดีแบบนี้นี่เอง

  2. ชอบบทความนี้มากค่ะ โดยเฉพาะรูปคือมองเห็นภาพเลย

  3. สวัสดีครับ

    ตอนนี้ผมก็ทำหลายอย่างมาก เหมอนกันดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่มันก็ส่งให้ผมมาถึงจุดนนี้เหมือนกัน
    สนุกมีความสุขกับชีวิตดี :]

    ขอบคุณเรื่องราวดีๆนะครับ ^^

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here