มีกระทู้หนึ่งในพันทิพย์ที่อยากให้ทุกท่านได้อ่านครับ

http://pantip.com/topic/32136372

กรณีในอนาคตกระทู้ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ ผมได้สำเนาข้อความในกระทู้ไว้ด้านล่างนี้ครับ


มีเงินล้านก่อนอายุ 25 ด้วยกระดาษ 1 แผ่น[ผมทำสำเร็จแล้ว]

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกๆท่าน
ปัจจุบันผมอายุ 24 ปี กำลังจะครบ 25 ปี(เดือนธันวา57)
อาชีพในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการขายและการตลาดครับ ของบริษัทชื่อดังเป็นเวลา 1 ปีกว่า

ผมมีเงินล้านก่อนอายุ 25 ด้วยกระดาษ 1 แผ่นได้อย่างไรผมจะเล่าให้ดูครับ

สมัยที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัย (มอ.) ประมาณปี 3 ปี 4
ผมได้เขียนความฝันที่ต้องทำสำเร็จก่อนอายุ 25 ปี ลงในสมุด

ความฝันผมเขียนเป็นดังนี้

1. ฉันมีเงินล้านให้ได้ภายใน วันที่ 31/12/2014 (ก่อนอายุ 25 ปี)

2. ฉันสอบ…(เรื่องเกี่ยวกับการเรียน) >>> ฉันทำสำเร็จแล้วในปี2013

3. ฉันมี(เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ, ร่างกาย) ก่อนอายุ 25 ปี >>> ปัจจุบันยังต้องพัฒนา(ผมไม่อ้วนนะครับ)

4. ฉันพูดภาษาอังกฤษ สื่อสารกับชาวต่างชาติให้ได้ เน้นพูด เน้นฟังให้เข้าใจประมาณ 60% up ก่อนอายุ 25 ปี
>>> ปัจจุบันก็พูดฟังได้บ้างแต่ต้องเรียนรู้อีกมาก สำเร็จสักประมาณ 30-40 %

5. ฉันมีแฟนที่มีบุคลิก นิสัย รูปร่าง …… (M) >>> ปัจจุบันยังโสด T-T

6. ฉันเป็น….อยู่บริษัท top 5 ของอุตสาหกรรม หลังเรียนจบภายใน 3 เดือน ฉันต้องได้งานนี้
>>> ปัจจุบันผมได้ทำงานกับบริษัทอันดับที่ 1 ของอุตสาหกรรม และได้งานหลังเรียนจบเพียง  1 เดือนได้เดือนเมษายน 2013
(ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นจริง เพราะความสามารถผมก็ไม่ค่อยจะโดดเด่นอะไรนักกิจกรรมก็กลางๆ การเรียนก็กลางๆ )

7.  ฉันมีรถยนต์ 1 คันในปี 2013
>>> ปัจจุบันผมทำสำเร็จแล้วและเป็นรถยนต์คันแรกของครอบครัวด้วยและเป็นรถที่ใช้ในการทำงาน
(คือครอบครัวผมไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน)

ผมตกใจมากเมื่อผมมองดูความฝันพบว่าความฝันส่วนใหญ่ที่ผมเขียน “ มันเป็นจริงแล้ว!!!!!”
และบางเรื่องมันเป็นจริงเร็วกว่าที่ผมคิดไว้อีก โอ้…ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมทำมันสำเร็จแล้ว

>>> ความสำเร็จของผมจุดเริ่มต้นคือกระดาษแผ่นนี้
>>> ถ้าวันนี้คุณเชื่อว่าเป้าหมายที่คุณเขียนไว้มันเป็นจริง(คุณต้องเชื่อว่ามันเป็นจริง คุณเห็นภาพความสำเร็จ)

เป้าหมายนั้นจะนำ How to, นำเหตุการณ์ต่างๆที่ในระยาวแล้วมันส่งผลกับเป้าหมายที่คุณได้เขียน
หรือตั้งเป้าหมายไว้ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมได้เงิน 1,000,000 บาทก่อนอายุ 25 ปีได้อย่างไร

ก่อนที่ผมจะเล่าว่าผมทำอย่างไร้เรามาทำความรู้จักของพลังของเงินกันก่อน คือ

1. พลังของเวลา >>>คุณเคยได้ยินไหมครับว่า “ออมก่อนรวยกว่า” ยิ่งเราเริ่มต้นออมเร็วเท่าไรเราก็ยิ่งมีเงินมากขึ้น
(ยิ่งคุณออมตั้งแต่อายุน้อยๆคุณยิ่งมีเงินมากขึ้น การออมเพียงอย่างเดียวในระยะยาวอาจจะไม่สามารถชนะเงินเฟ้อได้
แต่การออมมันคือพื้นฐาน ทักษะ ที่จะต้องอยู่ในสันดานให้ได้ มันต้องทำเป็นอันดับแรกเมื่อคุณได้รับเงินเดือนทุกครั้ง

หรือที่กูรูชอบพูดว่า “จ่ายให้ตนเอง=เงินออม(รายรับ-เงินออม=ร่ายจ่าย)”เรื่องนี้ผมพิสูตรแล้วว่ามันเป็นจริง
ผม confirm เลย ยิ่งคุณไม่สามารถจ่ายให้ตนเองเป็นอันดับแรกนั้นหมายถึงโครงสร้างทางการเงินของคุณมันมีปัญหา
คุณต้องการปัญหาส่วนนี้ให้ได้ก่อนรีบจัดการมันซะ มันสำคัญมากกกกกก

2. พลังของการลงทุน คุณเชื่อมั้ยว่าถ้า 10 ปีที่แล้ว มีคนอยู่ 2 คน มีเงินหนึ่งล้านบาท 
คนแรกไปซื้อพัทธบัตรรัฐบาลได้ประมาณ 5% ต่อปี รวมแล้วคุณจะได้ประมาณ 1.5 ล้านบาท
คนที่สองนำไปลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นไทยซึ่งผลตอบแทนของกองทุนที่ 10 ปีใน 10 อันดับแรก
อยู่ที่ประมาณ 15-18 % ต่อปี คนที่สองจะได้เงินประมาณ 4 ล้านบาท up

เห็นมั้ยครับว่าพลังของการลงทุนมันมีพลังมาก 
(เพียงแค่เองเงินไปลงทุนในกองทุนรวมโดยที่คุณไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลยนะว่าซื้อหุ้นแบบไหน
ราคาเท่าไร บาบาบา แค่ให้ผู้จัดการเขาไปลงทุนเอง)

สำหรับผมพลังข้อนี้ผมกำลังพิสูตรอยู่ครับผมลงทุนแบบ DCF ทุกเดือนผ่านกองทุนรวม
(คุณเชื่อมั้ยว่าผมลงทุนตอน set 1,600 ได้ครับ แต่ปัจจุบันกองทุนที่ผมถืออยู่มันเป็นบวกครับแต่บวกนิดหน่อย
เรื่องนี้ต้องใช้เวลาอย่างต่ำๆก็ 5 ปีครับ แล้วมาดูกันว่าผลเป็นอย่างไร)

แล้วถ้าวันนี้คุณใช้พลังของข้อ 1 และ ข้อ 2 พร้อมกันละครับ คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปไหม???
ผมจะเล่าให้ฟังว่า 1 ล้านแรกของผมมันมาได้อย่างไรโดยที่ผมเริ่มต้นจาก 0 ……… 

สมัยที่ผมเรียนประถม ครอบครัวให้ผมวันละ 20 บาท เพื่อใช้จ่ายคณะอยู่โรงเรียน
แต่เงิน 20 บาทของผมส่วนใหญ่ ร้อยละ 85-90 % ที่ได้ผมจะเก็บเงินเข้า Bank เสมอ

>>>> ทำไมต้องสมัยเด็กๆผมถึงออมเงินได้ อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อผมพูดถึงเรื่องการออมสม่ำเสมอ
(ลูกเก็บเงินบ้างลูก, อย่าใช้จ่ายให้เกินตัว, เอาเงินไปฝากธนาคารบ้างลูก พ่อแม่กว่าจะหาเงินต้องใช้แรง
มันเหนื่อยนะลูก บาบาบาบาบา….)

สิ่งเหล่านี้มันปลูกฝังเรื่องการออมตั้งแต่เด็กๆสำหรับผมเลยก็ว่าได้
(ผมว่ามันเป็นข้อดีมากๆที่ทำให้ผมมีทักษะการออมตั้งแต่เล็กๆ ถ้าเด็กๆพ่อแม่ไม่พูดผมคงติดนิสัยมีเงินก็ใช้แน่เลย555)

พอผมขึ้นมัธยมและเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ได้เงินที่พอแม่ให้เพื่อใช้จ่ายตอนอยู่มหาลัยผมได้วันละ 100 น่าจะได้
จนในที่สุดเมื่อผมเรียนจบมหาลัยผมมีเงินเก็บเกือบ 400,000 บาท

>>เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะมีรายได้น้อยหรือมากคุณก็สามารถที่จะมีเงินเก็บก้อนโตได้ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยว่า
“รายได้ฉันมันน้อยลำพังการใช้เงินเลี้ยงชีวิตก็จะไม่พอ ให้ฉันเก็บออมก่อนมันเป็นไปไม่ได้ ฉันต้องมีรายได้มากกว่านี้”

ผมอยากจะบอกว่าต่อให้คุณมีรายได้ที่มากคุณก็ไม่มีวันที่คุณจะมีเงินเก็บได้
เพราะอะไรผมถึงกล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่าการเก็บเงินมันไม่ใช่ความรู้แต่มันคือทักษะ มันคือวินัย

เห็นด้วยกับผมมั้ยครับว่าพลังของการออม พลังของเวลาเป็นสิ่งที่มีพลังมากๆ
ผมยังไม่ต้องไปไขว้คว้าหางานหาเงินอะไรเลยนะครับ

เพียงแค่ เมื่อผมรับเงินทุกครั้งสิ่งแรกที่ผมทำ คือจ่ายให้ตนเองก่อนเป็นอันดับแรก
นี้คือพลังของการออม และผมขอย่ำเลยครับว่า

“มันไม่สำคัญว่าวันนี้คุณมีรายได้ขนาดไหนจะมากหรือน้อย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณจ่ายให้ตนเองเท่าไร”
(ย่ำอีกครั่งว่า veryๆๆๆๆ importance สุดๆๆๆ)

วันนี้คุณลองถามตนเองจริงๆนะครับว่าวันนี้คุณจ่ายเงินเพื่ออะไร
>>>เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อตนเอง เพื่อออม เพื่อสร้างกระแส
เพื่อนตาม train หรือเพื่อสังคมเพื่อความสบาย เพื่อการมีหน้ามีตา

ผมไม่รู้ว่าวันนี้คุณจ่ายเพื่ออะไรเพราะผมไม่ใช้เป็นคุณ แต่ทุกครั้งที่มีการจ่ายเกิดขึ้นสำหรับผม
ผมมักจะมีคำตอบทุกครั้งเสมอ ยิ่งถ้าคุณไม่เคยจ่ายเพื่อตนเองเลย ยิ่งยากที่จะประสบความสำเร็จด้านการเงิน

เห็นมั้ยละครับว่ารายจ่ายเป็นตัวทำนายอนาคตการเงินของคุณมากกว่ารายรับวันนี้คุณลองถามตนเองว่า
“ทุกครั้งที่มีการจ่ายเกิดขึ้น คุณจ่ายเพื่ออะไรและมันจะส่งผลต่ออนาคตคุณอย่างไร” 

เมื่อผมจบการศึกษา ป.ตรี ผมมีทุนเกือบ 4 แสนบาท อายุตอนนั้น 23 ปี
แสดง ผมจะต้องหาเงินประมาณ 7 แสนบาทภายใน 2 ปี เพื่อให้เป้าหมายผมเป็นจริง

แต่โชคก็เข้าข้างผมนะผมได้งานที่ผมฝันไว้ในบริษัทที่ผมไม่คิดว่าผมจะเข้าได้(เป็นบริษัทอันดับ 1 ในอุตสหกรรม……….)
ช่วงทำงานแรกผมทำงาปิดยอดขายไม่ค่อยได้และเขตที่ทำงานมันไม่ใช้เขตบ้านเกิดผมด้วย

ผมเริ่มต้นจากเขตนี้ด้วยการไม่รู้อะไรเลย จนมีความคิดว่าจะออกจากบริษัทนี้เพราะมันเหงามากเลย
กินข้าวคนเดียว อยู่คนเดียว แต่สุดท้ายผมเลือกที่จะอยู่ต่อ ผมเลือกที่จะสู้ และอดทน

(พื้นฐาน ผมอยู่ในจังหวัดที่ผมเกิดมาโดยตลอด 23 ปี ไม่เคยไปไหน ไม่เคยต้องใช้ชีวิตเด็กหอขณะเรียนมหาลัย
เรียนเสร็จก็กลับบ้าน และผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ไม่ชอบไปร้านอาหารเพื่อนั่งกิน ฟังเพลงชิวชิว
ชอบกินที่บ้านมากกว่าเพราะครอบครัวทำอาหารอร่อย ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่

มุมมองผมนะชีวิตเด็กมหาลัยมันเป็นสังคมที่ไม่ได้คิดถึงเรื่อง benefit มากนัก
แต่พอทำงานสังคมของการทำงานก็จะมีความคิดถึงเรื่อง benefit มากขึ้น)

จนในที่สุดผมทำงานมาเป็นเวลา 1 ปี เต็ม ผมสามารถเก็บเงินได้ 600,000 กว่าบาทจากการทำงาน
ผมจะบอกว่า “ทุกความสำเร็จมันมีเบื้องหลังเสมอ” คุณจำคำพูดผมไว้

คุณรับได้มั้ยว่าเงินที่ผมเก็บมาได้จะต้องแลกกับ การทำงานที่หนักมาก เครียดตลอดเวลา การกินข้าวคนเดียว
ทำงานคนเดียว ไม่เที่ยว ไม่กิน เจอแรงกดดันที่ต้องทำยอดทุกเดือนเพื่อให้ถึงเป้าที่กำหนดและเพิ่มขึ้นทุกเดือน

เจอกับสังคมที่ใสแต่หน้ากาก เจอกับความเสี่ยงบนท้องถนนทุกวัน วันเสาอทิตย์ทีไรมักไม่มีอะไรทำ อื่นๆอีกมาก
(บางเรื่องผมไม่สามารถเล่าได้เพราะมันจะเจาะจงเกินไป)

และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ผมมาดูงบการเงินของผม ผมมีเงิน 1 ล้านแล้วครับ
(เงินล้านของผมอยู่ในรูปของประกัน กองทุน LTF กองทุนรวม หุ้นนิดหน่อย เงินสดค่อนข้างเยอะ)

Key success ที่ทำให้ผมทำเป้าหมายนี้สำเร็จมีแค่ 2 อย่าง
คือวินัยการเก็บออมผมเรียกมันว่าวินัยการจ่ายให้ตนเองก่อน

(ถ้าคุณลองอ่านหนังสือ the rich man in Babylon หรือ เรื่องเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน ….
เขาแนะนำสมการ รายรับ – เงินออม = รายจ่าย คุณรู้ไม่ครับว่าสมการนี้มันอยู่ในสายเลือดผม

ไม่สิ ผมว่ามันอยู่ในspinal cord มันเป็น reflex ไปแล้วครับ และการเพิ่มช่องทางการหารายได้
สรุปง่ายคือ”ออมและหา”

ผมจะบอกให้ว่าเรื่องการเงินส่วนบุคคลจะเกี่ยวข้องกับ 4 เรื่องนี้เสมอ

1.    การหา
2.    การใช้จ่าย
3.    การออม
4.    การลงทุน

ผมทำข้อ 1 – 3 ซ่ำไปซำมา วนไปวนมา จนทำให้ผมมีเงินล้านได้
และผมจะบอกว่าผมเริ่มคิดวางแผนวานที่จะเกษียณตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน
(หลายคนอาจจะบอกผมว่า บ้าไปแล้ว ผมจะตอบว่าใช้ผมบ้า
เพราะผมบ้าในวันนี้ผมจะทำในสิ่งที่ทุกคนคิดว่าไม่บ้าในวันข้างหน้า)

สิ่งที่อยากจะฝาก
1.    สังคมเด็กๆสมัยนี้ลำบากมากขึ้นเพราะพวกเขาถูกปลูกฝังกับโฆษณาที่ทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์
มันสร้างความต้องการที่ไม่ดูปัจจัยพื้นฐานที่ตนเองเป็น อยากให้สังคมไทยรู้จักการออมให้มากกว่านี้
อยากให้รู้คุณค่าว่าเศษเงินในวันนี้จะเป็นเงินก้อนโตในวันข้างหน้า

2.    เรื่องสังคมเงินผ่อนมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น สมัยนี้สินค้าราคา 10,000 – 30,000 บาทยังต้องมีการผ่อนเลย
นั้นหมายถึงว่าตัวคุณเองยังไม่สามารถมีเงินเก็บในกรณีที่คุณเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้
(ตากหลักแล้วกูรูแนะนำว่าควรจะมีเงินออมไว้ยามฉุกเฉย ประมาณ 3 หรือ 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน
คิดง่ายๆ รายจ่ายที่ใช้ในชีวิตประจำวันเดือนละ หมื่นบาท แสดงว่าคุณต้องมีเงินสำรองอยู่ในบัญชีอย่างต่ำ 3 หมื่นบาท)

เห็นมั้ยครับว่าเงิน 3 หมื่นคุณยังเก็บไม่ได้แต่ความต้องการของคุณมันสูง
แสดงว่าโครงสร้างทางการเงินของคุณมันมีปัญหา คุณควรที่จะต้องแก้ไขก่อน ก่อนที่จะสร้างหนี้
(สำหรับคนที่ใช้สิทธิในการซื้อของด้วยการผ่อนผมยินดีครับถ้าคุณมีเงินสำรองอยู่แล้ว
เพราะการซื้อของด้วยการผ่อนมันเป็นการแบ่งเงิน แทนที่จะจ่ายเป็นก้องทีเดียว)

3.    ความสำเร็จของผมมันก็เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น หลายคนอาจจะทำตามได้ แต่หลายคนอาจจะทำตามไม่ได้

4.    โครงการรถยนต์คันแรก ด้วยตัวโครงการมันเองเป็นโครงการที่ดีมากกกกก
แต่แฝงด้วยคมมีดที่พร้อมจะกรีดตัวคุณได้ถ้าคุณไม่พร้อม (ลองคิดเองนะว่าพร้อมมันคืออะไร)

5.    มีกูรูหลายๆคนชอบพูดว่า เงินคือความคิด ผมว่าประโยชน์นี้มันเป็นจริงเลยละ 
ขอให้ทุกคนโชคดีประสบความสำเร็จครับ


น่าภูมิใจนะครับ… พลังของการกำหนดเป้าหมาย!

ลองอ่านแล้วสังเกตดูนะครับ น้องเป็นคนธรรมดาๆ
พิมพ์คำไทยผิด ภาษาอังกฤษผิดอยู่หลายคำ
แต่เรื่องพวกนี้มันธรรมชาติครับ ฝึกฝน แก้ไข วันนึงก็ถูกได้
(ผมสะกดคำว่า “โอกาส” ผิดอยู่ร่วม 20 ปี)

แต่สิ่งที่น้องมีเหนือธรรมดาคือ “ความตั้งใจดี”
และสามารถที่จะสร้าง “แผนงาน”
มารองรับความตั้งใจนั้นได้อย่างดีมากๆ

ผมชอบมากกับประโยคนี้ ที่น้องตกผลึกออกมาได้จากการใช้ชีวิต

“ทุกความสำเร็จมันมีเบื้องหลังเสมอ”

เพราะมันจริงที่สุดครับ!

เวลาเราอยากได้อะไร อยากบรรลุสิ่งไหน
สิ่งที่เราต้องถามตัวเองคือวันนี้เราสร้าง “เบื้องหลัง” ที่ดี
ให้กับเป้าหมายนั้นหรือยัง…

วันนี้อายุ 25 น้องมี 1 ล้าน
ด้วยฝีมือ และทักษะที่น้องมี (+ ที่จะหาเพิ่ม)

สมมติว่าลงทุนได้ผลตอบแทนอัตรา 12% ต่อปี

อายุ 35 เงินจะโตเป็น 3 ล้าน
อายุ 45 เงินจะโตเป็น 9 ล้าน
อายุ 55 เงินจะโตเป็น 30 ล้าน

นี่ยังไม่รวมเงินที่น้องจะออมเพิ่มอีกนะครับ
พลังที่น้องบอกว่า “ออมก่อนรวยกว่า” นั้นไม่ผิดจริงๆ ครับ  🙂


โพสครั้งแรกใน A-Academy FB Page  เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 57

2 COMMENTS

  1. อ่านดูแล้วเหมือนไม่ใช่ “ของจริง” เลยครับครูเอ เพราะแม้จะเก็บเงินได้ทุกบาทตั้งแต่สมัยเรียน คูณดูแล้วก็ได้ไม่ถึงที่เขาเขียนไว้เลยครับ อีกอย่างเขาสะกดคำผิดเยอะมาก (ซึ่งบ่งบอกอะไรได้หลายๆ อย่าง)

    แต่มองในแง่ดี เขาอาจจะไม่ถนัดการเขียนก็ได้เนอะ อย่างน้อยสารที่เขาสื่อก็ช่วยกระตุ้นเตือนได้ดีเลย

  2. เพราะเคยดื่มและกิน รางจืด เพื่อลดไข้ แก้พิษจากสารเคมีกันมาเป็นเวลายาวนาน แต่จู่ๆ ก็มีประกาศจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ว่า ไม่อนุญาตให้ใช้รางจืดเป็นอาหารหรือส่วนประกอบในอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่ม เนื่องจากมีผู้ประกอบการบางรายจะนำรางจืดไปผลิตเป็นเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่ง อย.เกรงว่า หากผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มแล้ว อาจทำให้ผู้บริโภคดื่มกันต่อเนื่องในปริมาณมาก จนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะมีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า หากกินเป็นเวลานานอาจทำให้ระบบเลือด ตับ ไตทำงานผิดปกติ เป็นที่มาให้ต้องไปหาคำตอบว่า เราควรกินหรือใช้รางจืดอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ ใบรางจืด สรรพคุณสมุนไพร

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here